บทเรียนการศึกษาต้นทุนทางธรรมชาติ ก้าวสำคัญของการอนุรักษ์ที่ยั่งยืน
การประชุมถอดบทเรียนการศึกษาต้นทุนทางธรรมชาติในครั้งนี้ เน้นการศึกษาผลประโยชน์ที่มนุษย์ได้รับจากระบบนิเวศในรูปแบบต่างๆ หรือนิเวศบริการ เพื่อประเมินถึงศักยภาพและความเสื่อมสลายของระบบนิเวศจากการใช้งานของมนุษย์โดยได้หยิบยกกรณีศึกษาจากในและต่างประเทศมาเป็นบทเรียนประกอบการพัฒนาโครงการการศึกษาต้นทุนทางธรรมชาติของประเทศไทย และเพื่อสร้างความรู้ ความเข้าใจในประโยชน์และวิธีการศึกษาต้นทุนทางธรรมชาติให้แก่หน่วยงานที่มีส่วนร่วมในโครงการ
“การศึกษาต้นทุนทางธรรมชาติ เป็นพื้นฐานสำคัญในการสร้างฐานข้อมูลเพื่อให้นักพัฒนาและนักอนุรักษ์ ได้ร่วมกันหาแนวทางที่สมดุลระหว่างการใช้ประโยชน์และการดำรงรักษาฐานทรัพยากรซึ่งเป็นทุนให้เราผลิตและบริโภคได้อย่างยาวนาน เราจำเป็นต้องรู้ให้ได้ว่าต้นทุนทางธรรมชาติที่แท้จริงเป็นอย่างไร และคุ้มค่าหรือไม่ที่จะเปลี่ยนการใช้ประโยชน์ของพื้นที่ ซึ่งมีความสมบูรณ์ของบริการระบบนิเวศ เพื่อจุดประสงค์อื่น ทุกๆการใช้บริการของเรานั้น ผู้เสียหายที่ต้องแบกรับภาระการจ่าย หรือสูญเสียโอกาสการเข้าถึงบริการนั้น คือ คนรุ่นหลัง ที่เราได้หยิบยืมมูลค่านิเวศบริการในอนาคตมาใช้ล่วงหน้า” นางสาวพันธ์สิริ วินิจจะกูล ผู้อำนวยการ WWF ประเทศไทย กล่าว
เนื้อหาของบทเรียนที่นำเสนอในการประชุมครอบคลุมถึงกรณีความสัมพันธ์เชิงพื้นที่ระหว่างความหลากหลายทางชีวภาพและนิเวศบริการในพื้นที่ลุ่มน้ำ Baiyangdian ของประเทศจีน การสะสมปริมาณคาร์บอนและการผุพังในประเทศอินโดนีเซีย การจ่ายตอบแทนคุณธรรมชาติ บทเรียนจากเขื่อนแม่วงก์ ประเทศไทย และการประเมินมูลค่าความหลากหลายทางชีวภาพของระบบนิเวศต้นน้ำของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช
อุทัย เดชยศดี เจ้าหน้าที่อาวุโสด้านสารสนเทศภูมิศาสตร์ (GIS) WWF ประเทศไทย กล่าวว่า การประเมินการบริการทางนิเวศ ในพื้นที่กลุ่มป่าตะวันตกเชื่อมต่อกลุ่มป่าแก่งกระจาน โดยเฉพาะในกรณีเขื่อนแม่วงก์ เช่นการประเมินผลลัพธ์ของน้ำหมุนเวียนทั้งระบบ การสูญเสียแหล่งดูดซับและปลดปล่อยคาร์บอน ความหลากหลายทางชีวภาพที่ไม่ใช่มูลค่าจากเนื้อไม้เพียงอย่างดียว เหล่านี้จำเป็นต้องนำมาคิดประกอบการคำนวณความคุ้มทุนทางเศรษฐกิจในระยะยาว ภาพอนาคตของการเปลี่ยนแปลงจำเป็นต้องถูกฉายออกมาให้ชัดเจน ซึ่งในปัจจุบัน รายงาน EIA ยังจำกัดอยู่เพียงมูลค่าของเนื้อไม้เท่านั้น”
การศึกษาบทเรียนในครั้งนี้ยังได้นำเอาเครื่องมือประเมินหาต้นทุนทางธรรมชาติมาเป็นหนึ่งในวิธีวิเคราะห์และสร้างฉากจำลองของการเปลี่ยนแปลงในระบบนิเวศ หรือที่เรียกว่า InVEST (Integrated Valuation of Ecosystem Services and Tradeoffs) ด้วยการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศภูมิศาสตร์ (GIS) มาถ่ายทอดการเปลี่ยนแปลงของกระบวนการถ่ายเทสารอาหารและพลังงานในระบบนิเวศ และสะท้อนถึงต้นทุนทางธรรมชาติที่แท้จริง
“หัวใจของการขับเคลื่อนโครงการคือการมีส่วนร่วมของหน่วยงานและชุมชนในพื้นที่แนวรอบผืนป่าตะนาวศรี การสร้างความเข้าใจในต้นทุนธรรมชาติร่วมกัน และสังเคราะห์ออกมาเป็นคุณค่างานบริการที่ได้รับจากระบบนิเวศ รวมทั้งนำข้อมูลที่ได้ไปประเมินออกมาเป็นมูลค่า เพื่อเชื่อมโยงกับมูลค่าทางเศรษฐกิจที่จะได้รับจากการพัฒนาโครงการต่างๆ หรือจากนโยบายของรัฐ จึงเป็นก้าวสำคัญของจัดการทรัพยากร ที่จะสร้างความมั่นใจได้ว่าระบบนิเวศจะได้รับการรักษาดูแล และจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อรองรับการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วของจำนวนประชากร และสาธารณูปโภคพื้นฐาน อันจะนำไปสู่ความผาสุกของมนุษย์อย่างยั่งยืน” อภิรัตน์ เอี่ยมศิริ ที่ปรึกษาโครงการศึกษาต้นทุนธรรมชาติ WWF ประเทศไทย กล่าว
โครงการศึกษาต้นทุนทางธรรมชาติผืนป่าตะนาวศรี มีเครือข่ายการทำงานร่วมกับกรมทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมผ่านทางสำนักงานสิ่งแวดล้อมภาคที่ 8 และจัดตั้งศูนย์กลางเทคโนโลยีและข้อมูลที่มหาวิทยาลัยนเรศวร มีระยะเวลาดำเนินการทั้งสิ้น 3 ปี ตั้งแต่ปี 2555-2558 ครอบคลุมพื้นที่ผืนป่าตะวันตก (WEFCOM) ผืนป่าแก่งกระจาน (KKFCOM) และแนวเชื่อมต่อผืนป่าเทือกเขาตะนาวศร๊ (BCI) ซึ่งรวมกันเป็นผืนป่าที่คงความหลากหลายทางชีวภาพที่สมบูรณ์ที่สุดของประเทศไทย และภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
