WWF ขยายเครือข่ายโรงเรียนฟื้นฟูสัตว์ป่า พัฒนาหลักสูตรการเรียน
คณะครูอาจารย์จำนวน 40 คน จาก 20 โรงเรียน ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่โดยรอบอุทยานแห่งชาติกุยบุรี ร่วมประชุมเชิงปฏิบัติการ การจัดกิจกรรมสิ่งแวดล้อมศึกษาเพื่อการอนุรักษ์เสือโคร่ง ครั้งที่ 4 ประจำปี 2555 ซึ่ง WWF ประเทศไทย และอุทยานแห่งชาติกุยบุรีจัดขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างเครือข่ายโรงเรียนอนุรักษ์เสือโคร่ง และพัฒนาหลักสูตรท้องถิ่นที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับงานอนุรักษ์เสือโคร่งและสัตว์ที่เป็นเหยื่อ โดยมุ่งหวังให้แต่ละโรงเรียนนำหลักสูตรไปปรับใช้ให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมของแต่ละพื้นที่ เพื่อการฟื้นฟูและอนุรักษ์ประชากรเสือโคร่ง
การประชุมเชิงปฏิบัติการ การจัดกิจกรรมสิ่งแวดล้อมศึกษาเพื่อการอนุรักษ์เสือโคร่ง ครั้งนี้ มีขึ้นเป็นเวลา 3 วัน ระหว่างวันที่ 11 – 13 กรกฎาคม 2555 ณ อุทยานแห่งชาติกุยบุรี โดยเป็นการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การจัดกิจกรรมสิ่งแวดล้อมศึกษาของโรงเรียนแต่ละแห่ง รวมทั้งการหาแนวทางการจัดกิจกรรมเพื่อการอนุรักษ์เสือโคร่งในอนาคตของเครือข่ายโรงเรียนอนุรักษ์เสือโคร่ง แนวทางการจัดหลักสูตรสถานศึกษาที่บูรณาการความรู้ด้านการอนุรักษ์เสือโคร่งในโรงเรียนอย่างยั่งยืนและสามารถนำความรู้ไปปรับใช้ในโรงเรียนได้ ซึ่งครอบคลุมกระบวนการคิดเชิงระบบเพื่อการวิเคราะห์ปัญหา การประยุกต์ใช้ภูมิสารสนเทศเพื่อประกอบการศึกษาและรวบรวมองค์ความรู้ด้านสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ และ การจัดกระบวนการเรียนรู้สิ่งแวดล้อมโดยผ่านเกมสิ่งแวดล้อมศึกษา
“การสร้างเครือข่ายโรงเรียนอนุรักษ์เสือโคร่ง เป็นหนึ่งในความพยายามของ WWF ประเทศไทยและอุทยานแห่งชาติกุยบุรี ในการฟื้นฟูประชากรและอนุรักษ์เสือโคร่ง และแก้ปัญหาการลดลงของสัตว์ที่เป็นเหยื่อของเสือโคร่งอันมีสาเหตุมาจากการล่าสัตว์เพื่อขาย โดยสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชนในทุกภาคส่วน โดยเฉพาะภาคการศึกษาซึ่งมีความสำคัญและเป็นความจำเป็นเร่งด่วน ให้ความรู้เพื่อสร้างความเข้าใจชุมชนในพื้นที่ ซึ่งมีความสำคัญต่อการอนุรักษ์เสือโคร่งอย่างมาก” โรเบิร์ต สไตน์เมท์ซ หัวหน้าฝ่ายชีววิทยาการอนุรักษ์ WWF ประเทศไทย กล่าว
เครือข่ายโรงเรียนอนุรักษ์เสือโคร่ง เริ่มดำเนินการขึ้นเมื่อปี 2552 โดยได้ทำการร่างหลักสูตรการฟื้นฟูประชากรเสือโคร่งขึ้นใช้สอนในโรงเรียน ในพื้นที่เป้าหมายโดยรอบอุทยานแห่งชาติกุยบุรี และมีเป้าหมายขยายเครือข่ายโรงเรียนอนุรักษ์เสือโคร่งให้ครอบคลุมทุกโรงเรียนในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์และจังหวัดใกล้เคียง ซึ่งในระยะ 3 ปีของการดำเนินโครงการจนถึงปัจจุบัน ส่งผลให้จำนวนประชากรเหยื่อของเสือโคร่งอย่างเก้ง กระทิง และหมูป่า ในอุทยานแห่งชาติกุยบุรี มีการฟื้นฟูประชากรเพิ่มขึ้น อันเป็นแนวโน้มที่ดีในการฟื้นฟูเสือโคร่ง
"อยากให้นักเรียน ชุมชน เข้าใจและตระหนักว่าการอนุรักษ์สัตว์ป่าเป็นสิ่งสำคัญ ป่าจะต้องไม่เงียบ คือมีแต่ป่าแต่ไม่มีสัตว์ป่าเหลืออยู่ ให้เห็นคุณค่าของสัตว์ป่า ป่ายังคงเป็นป่าถ้ามีสัตว์ป่า ทำหน้าที่ในห่วงโซ่อาหารในระบบนิเวศ สัตว์ป่ามีการกระจายพันธุ์ฟื้นฟูมากขึ้น และก็จะส่งผลต่อชุมชน ที่มีผืนป่าที่สมบูรณ์ มีสัตว์ป่า และยังที่จะมีรายได้จากการท่องเที่ยว อีกทางหนึ่งอีกด้วย" วิจิตรา ญาณกิตติ อาจารย์โรงเรียนประจวบวิทยาลัย หนึ่งในคณะครูเครือข่ายอนุรักษ์เสือโคร่งและสัตว์ป่า กล่าว
“โอกาสในการฟื้นฟูและอนุรักษ์ประชากรเสือโคร่ง ต้องอาศัยการมีส่วนร่วมของคนในสังคมทุกฝ่าย ที่ต้องตระหนักถึงความสำคัญและเป็นส่วนหนึ่งในการร่วมกัน ลด ละ เลิก เพื่อแก้ปัญหา ไม่ว่าจะเป็นการไม่บริโภคเนื้อสัตว์ป่า ไม่ใช้ผลิตภัณฑ์ที่ทำหรือมีส่วนประกอบจากอวัยวะของสัตว์ป่า สนับสนุนการทำงานของชุมชนในการต่อต้านการล่าเสือ และสัตว์ที่เป็นอาหารของเสือ และเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการรณรงค์เพื่อยุติการค้าสัตว์ป่าโดยตรง” โรเบิร์ต กล่าว
การลดลงของประชากรเสือโคร่ง มีสาเหตุหลักมาจากการลดลงของพื้นที่ป่าที่เป็นแหล่งที่อยู่อาศัย การลดลงของสัตว์ที่เป็นเหยื่อ และการล่าเสือโคร่งเพื่อขายอวัยวะ การอนุรักษ์และฟื้นฟูประชากรเสือโคร่งซึ่งเป็นดัชนีชี้วัดความสมบูรณ์ของระบบนิเวศจึงมีความสำคัญและจำเป็นเร่งด่วน อุทยานแห่งชาติกุยบุรีซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของผืนป่าแก่งกระจานซึ่งเป็น 1 ใน 3 ผืนป่าในประเทษไทยที่ยังมีเสือโคร่งเหลืออยู่ ซึ่งคาดว่าเป็นประชากรส่วนหนึ่งของประชากรเสือโคร่งที่อาศัยอยู่ทั้งในประเทศพม่าและประเทศไทยตามแนวเทือกเขาตะนาวศรี ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีความสำคัญระดับโลกในการอนุรักษ์เสือโคร่ง
ข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อ
โรเบิร์ต สไตน์เมท์ซ
หัวหน้าฝ่ายชีววิทยาการอนุรักษ์ WWF ประเทศไทย
โทร +662 619 8534-37 Ext 114,
Email roberts@wwfgreatermekong.org
เอื้อพันธ์ ชำนาญเอื้อ
ผู้จัดการฝ่ายสื่อสารองค์กร WWF ประเทศไทย
โทร.+662 619 8534-37 Ext 106,
+668 19282426,
Email uchamnanua@wwfgreatermekong.org
www.wwfthai.org
