เขื่อนไซยะบุรี เดิมพันด้วยชีวิต 60 ล้านคน โดย จิม ลิป ผู้อำนวยการใหญ่ WWF สากล



Posted on 12 December 2012  | 
จิม ลิป ผู้อำนวยการใหญ่ WWF สากล ต่อโครงการสร้างเขื่อนไซยะบุรี 

ด้วยวิถีชีวิตของคน 60 ล้านคนเป็นเดิมพัน จึงต้องมีข้อพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่การเดาสุ่ม
เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน รัฐบาลลาวได้จัดพิธีเริ่มต้นการก่อสร้างเขื่อนไซยะบุรี ซึ่งหากก่อสร้างแล้วเสร็จ เขื่อนยักษ์แห่งนี้จะเป็นเขื่อนแห่งแรกบนลำน้ำโขงตอนล่าง และยังเป็นการเปิดทางสำหรับการก่อสร้างเขื่อนแม่น้ำโขงอีก 10 แห่ง ที่ขณะนี้อยู่ระหว่างการเสนอแผนการ เขื่อนแห่งนี้คุกคามโอกาสในการพัฒนาเศรษฐกิจ รวมทั้งความมั่นคงทางอาหารของคน 60 ล้านคน ซึ่งร้อยละ 80 ในจำนวนนั้น ต่างก็พึ่งพาแม่น้ำโดยตรง ทั้งเป็นแหล่งอาหารและเป็นแหล่งทำกิน

ปลาที่อพยพขึ้นลงตามลำน้ำในแม่น้ำโขงตอนล่างที่ไหลอย่างเสรี เป็นแหล่งโปรตีนหลักสำหรับคนทั้ง 60 ล้านคน และยังเป็นพื้นฐานในอุตสาหกรรมประมงที่ประเมินว่ามีมูลค่าสูงถึง 7.6 พันล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 235,600 ล้านบาท) ต่อปี นอกจากนี้วงจรการไหลตามธรรมชาติของแม่น้ำยังหล่อเลี้ยงแหล่งเพาะปลูกที่สร้างรายได้อีก 4.6 พันล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 142,600 ล้านบาท) มันจึงเป็นเดิมพันที่สูงมาก

รัฐบาลประเทศไทย กัมพูชา ลาว และเวียดนาม ต่างยอมรับถึงความจำเป็นที่จะต้องมีการทำวิจัยเพิ่มเติมถึงหน้าที่จำเพาะของแม่น้ำโขงตอนล่าง ซึ่งเมื่อเดือนธันวาคม 2554 คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขงตกลงที่จะทำการศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลกระทบของเขื่อนไซยะบุรี และเขื่อนในแม่น้ำโขงอีก 10 แห่งที่มีแผนจะก่อสร้าง แต่จนถึงทุกวันนี้ ก็ยังไม่ได้เริ่มการศึกษาดังกล่าว ทำให้ยังคงไม่มีคำตอบสำหรับคำถามที่มีความสำคัญ นั่นคือเขื่อนที่กั้นกระแสน้ำ จะมีกระทบต่อประชากรปลาอพยพ และการไหลของตะกอนแม่น้ำที่หล่อเลี้ยงพื้นที่เพาะปลูกท้ายน้ำเช่นใดบ้าง

คำถามเหล่านี้ไม่ได้เป็นคำถามสำหรับนักชีววิทยาและนักอุทกวิทยาเท่านั้น แต่ยังมีคำถามสำหรับรัฐมนตรีกระทรวงเกษตร สาธารณสุข และกระทรวงการคลัง ไปจนถึงคำถามสำหรับธนาคารและผู้บริจาค ไม่ว่าจะเป็นออสเตรเลีย สหภาพยุโรป และสหรัฐอเมริกา ที่ได้ให้เงินประมาณ 1 พันล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 31,000 ล้านบาท) เพื่อช่วยเหลือด้านการพัฒนาในประเทศลาวและประเทศท้ายน้ำตลอด 25 ปีที่ผ่านมา ซึ่งการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ต้องแลกกับความมั่นคงทางอาหาร ย่อมไม่ถือเป็นชัยชนะในการพัฒนา

เป็นเรื่องน่าสงสัยที่ระหว่างการประชุมสุดยอดเอเชีย-ยุโรป และการประชุมสุดยอดเอเชียตะวันออกที่เพิ่งผ่านพ้นไป ไม่มีการคัดค้านการสร้างเขื่อนไซยะบุรี ซึ่งเท่ากับเป็นการแสดงนัยยะ ที่เป็นการสนับสนุนโครงการดังกล่าว จึงทำให้เกิดคำถามต่อทั้งชาติยุโรปและสหรัฐที่ต่างก็เคยกล่าวถึงเรื่องการพัฒนาอย่างยั่งยืน การให้การสนับสนุนโครงการที่สุ่มเสี่ยงและไร้วิสัยทัศน์อย่างสิ้นเชิงนี้ ไม่ว่าจะโดยนัยหรือโจ่งแจ้ง ย่อมขัดแย้งกับวาระการส่งเสริมความมั่นคงทางอาหาร โอกาสทางเศรษฐกิจ การเข้าถึงพลังงาน และสภาพอากาศที่คงที่
อาจกล่าวได้ว่าเขื่อนไซยะบุรีเป็นบททดสอบที่สำคัญ การหารือเกี่ยวกับการแลกเปลี่ยนในสิ่งสำคัญเพื่อให้ได้มาซึ่งอาหาร น้ำและพลังงาน เป็นเพียงลมปากเท่านั้นหรือ? หรือว่ารัฐบาลประเทศต่างๆ และผู้ลงทุน ต้องการจะก้าวไปให้ไกลกว่าวลีนิยมอย่าง “การคิดอย่างเชื่อมโยง” ในเรื่องที่มีความสำคัญอย่างแท้จริง? ประเทศในลุ่มน้ำโขงตอนล่างมีโอกาสที่จะเปลี่ยนความคิดให้เป็นความจริงได้ด้วยการใช้วิธีการที่สมดุลย์ เพื่อมีอาหาร น้ำและพลังงานเพียงพอตามต้องการ ไปพร้อมๆกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติที่เป็นผู้เสริมสร้างความต้องการทั้งหมดที่ว่ามา

ประเทศไทย ในฐานะผู้นำในภูมิภาค และถือเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่ง เพราะประเทศไทยได้ชื่อว่าจะเป็นผู้บริโภครายหลักของไฟฟ้าที่ผลิตได้ นอกจากนี้ยังมีธนาคารของประเทศไทยอย่างน้อย 4 แห่ง ที่แสดงความสนใจจะให้เงินทุนกู้ยืมในโครงการนี้ แม้ว่าจะส่งผลรุนแรงต่อสิ่งแวดล้อมและมีต้นทุนทางสังคมสูง รวมทั้งยังไม่มีความชัดเจนถึงผลตอบแทนทางการเงินจากโครงการนี้ ดังนั้น WWF จึงขอเรียกร้องให้ประเทศไทย ดำเนินการอย่างมีความรับผิดชอบ และยกเลิกข้อตกลงซื้อไฟฟ้าที่ทำไว้ จนกว่าทั้งภูมิภาคจะมีความคิดเห็นที่ตรงกันเกี่ยวกับการสร้างเขื่อนแห่งนี้

ในประเด็นที่ซับซ้อนอย่างเรื่องการอนุรักษ์ และการลดความยากจนนั้น ยากจะมีคำตอบที่ “ถูกต้องและชัดเจน” และนี่ก็เป็นเพียงหนึ่งในตัวอย่างบางข้อ ที่รัฐบาลประเทศต่างๆ และบรรดานักวิทยาศาตร์เห็นไปในทางเดียวกัน นั่นคือ การสร้างเขื่อนกั้นแม่น้ำโขงตอนล่างมีความเสี่ยงมากเกินไป เนื่องจากยังมีข้อมูลอีกมากมายที่ยังไม่รู้ และมีสิ่งที่ต้องแลกมากเกินไป

หากมีการเดินหน้าโครงการ ในอนาคตจะต้องมีการแบ่งช่วงประวัติศาสตร์ในภูมิภาคลุ่มน้ำโขงตอนล่าง เป็นช่วงก่อน และหลังเขื่อนไซยะบุรี ทั้งยังกลายเป็นการสร้างบรรทัดฐาน ทำให้การคัดค้านแผนการก่อสร้างเขื่อนในแม่น้ำโขงอีก 10 แห่งเป็นเรื่องยาก เราจะต้องหันกลับมามองความผิดพลาดในอดีตอีกสักกี่ครั้ง กว่าที่เราจะเข้าใจถึงความสำคัญและความถาวรของการตัดสินใจในลักษณะนี้

พิธีเริ่มต้นการก่อสร้างที่เมืองไซยะบุรี อาจทำให้ดูเหมือนกับว่าการก่อสร้างเขื่อนนั้นเสร็จสิ้นแล้ว ตรงกันข้าม ตอนนี้ยังพอมีเวลาที่จะทบทวนการตัดสินใจ ยังมีทางเลือกในการสร้างเขื่อนโรงไฟฟ้าพลังน้ำกั้นแม่น้ำสาขาของแม่น้ำโขง ซึ่งเป็นทางเลือกที่นักวิจัยได้แสดงให้เห็นแล้วว่า มีผลกระทบต่อเส้นทางอพยพของปลาน้อยกว่า ซึ่งหมายถึงเรายังมีความมั่นคงทางอาหาร และวิถีชีวิตในแบบเดิม ดังนั้นขอให้เรารับฟังข้อมูลวิทยาศาสตร์และวางแผนสู่หนทางการพัฒนาอย่างยั่งยืนตามแนวแม่น้ำโขงตอนล่างด้วยกัน

Comments

blog comments powered by Disqus