สัมภาษณ์ วรพันธุ์ ภู่มณี – “เสือโคร่ง” ความหวังในการฟื้นฟูผืนป่าของไทย | WWF

สัมภาษณ์ วรพันธุ์ ภู่มณี – “เสือโคร่ง” ความหวังในการฟื้นฟูผืนป่าของไทย



Posted on 25 July 2017   |  
Tiger
© WWF-Thailand
บางทีเราเห็นว่าป่าที่เราไปเที่ยวสวยมาก แต่กลับไม่ได้ยินเสียงสัตว์ร้องเลย ทำไมป่านี้ดูดีแต่กลับไม่มีสัตว์เลย ทั้งแปลก และว้าเหว่ ซึ่งป่าหลายแห่งในประเทศไทยกำลังประสบปัญหาเช่นนี้ เป็นป่าที่ไม่มีสัตว์ ไม่มีชีวิตอย่างที่ควรเป็น…..”  วรพันธุ์ ภู่มณี เจ้าหน้าที่ประจำโครงการฟื้นฟูประชากรเสือโคร่ง ของ WWF ประเทศไทย ตั้งข้อสังเกตอย่างน่าสนใจถึงสถานการณ์ป่าไม้และสัตว์ป่าในประเทศไทย ซึ่งถ้าหากเราอยากทราบว่าป่าไม้ที่เราเห็นอยู่ เราเดินอยู่ทุกวันนี้สมบูรณ์แค่ไหน  “การศึกษาเรื่องเสือโคร่ง” ก็อาจเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้เราเข้าใจถึงความสัมพันธ์ระหว่าง ป่า สัตว์ป่า และมนุษย์  ได้ชัดเจนและดียิ่งขึ้น

ทำไมถึงสนใจมาทำงานศึกษาเรื่อง “เสือโคร่ง”
วรพันธุ์:  เพราะเสือโคร่งเป็นตัวชี้วัดความอุดมสมบูรณ์ของป่าที่เราไปศึกษาและบอกได้ว่าระบบนิเวศดี เสือโคร่งอยู่ตัวเดียวไม่ได้ จำเป็นต้องมีเหยื่อด้วย เหยื่อก็ไม่สามารถอยู่ด้วยตัวเองได้ ถ้าไม่มีอาหาร คือ หญ้า ไม้พุ่ม และพืชพรรณต่างๆ เรียกได้ว่าสัมพันธ์กันเป็นวงจร ขาดตัวใดตัวหนึ่งไปจะกระทบกับสิ่งอื่นๆทันที

สถานการณ์ของเสือโคร่งในปัจจุบันเป็นอย่างไรบ้าง
วรพันธุ์:  ทั่วโลกมีเสือโคร่งเหลืออยู่ในไม่กี่ประเทศ การจัดสถานภาพสัตว์ของ IUCN ก็จัดให้เสือโคร่งมีสถานะใกล้สูญพันธุ์ (Endangered) คือมีประชากรเสือโคร่งเหลือน้อยมากๆ ในประเทศไทยเอง ตอนนี้น่าจะมีเสือโคร่งราว 200-250 ตัว ผืนป่าที่มีเสือโคร่งมีไม่กี่แห่ง ได้แก่ กลุ่มป่าตะวันตกซึ่งเป็นพื้นที่ที่ดีสำหรับเสือโคร่งในประเทศไทย กลุ่มป่าดงพญาเย็นทางภาคตะวันออก-ภาคอีสาน เป็นอีกที่หนึ่งที่ยังมีเสือโคร่งปรากฏอยู่ กลุ่มป่าอื่นๆ ก็อาจจะมีเสือโคร่ง แต่น่าจะน้อย เช่น กลุ่มป่าแก่งกระจาน เป็นต้น

สาเหตุหลักที่ทำให้เสือโคร่งมีจำนวนน้อยลงมาจากสาเหตุอะไร
วรพันธุ์:   ประการแรกคือ การล่าเสือโคร่งโดยตรง เพื่อนำอวัยวะส่วนต่างๆ ไปขาย ไปเป็นส่วนผสมของยาตามความเชื่อ หรือใช้เป็นเครื่องประดับ การล่าสัตว์ที่เป็นเหยื่อของเสือโคร่ง ไม่ว่าจะเป็น เก้ง กวาง หมูป่า กระทิง วัวแดง ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญ เมื่อสัตว์พวกนี้ถูกล่า เสือโคร่งก็ไม่มีอาหารเพียงพอที่จะอยู่ได้ การสืบพันธุ์ที่สมบูรณ์ก็เป็นไปได้ยาก ประชากรเสือจึงลดลงโคร่งลดลง ปัจจัยสุดท้ายที่สำคัญมากคือเรื่องแหล่งที่อยู่อาศัยของเสือโคร่งที่ลดลง หากเราดูแผนที่ประเทศไทยวันนี้ จะพบว่าพื้นที่สีเขียวที่เป็นป่าเหลือน้อยมาก พื้นที่สีเขียวที่สมบูรณ์ยิ่งน้อยลงไปอีก เสือโคร่งจึงไม่มีบ้านให้อยู่อาศัย
 
รู้สึกว่าสังคมไทยมีความตระหนักหรือช่วยกันอนุรักษ์เสือโคร่งมากน้อยเพียงใด
วรพันธุ์:  ปัจจุบันผมรู้สึกได้ว่าคนไทยใส่ใจกับเรื่องนี้มากขึ้น มีคนหลายกลุ่มที่ยอมเสียสละเวลามาลงทุน ลงแรงกับการอนุรักษ์ป่าไม้ เสือโคร่ง และสัตว์ป่าอื่นๆ ทั้งนี้อาจเพราะสิ่งแวดล้อมกระทบกับมนุษย์โดยตรงมากขึ้น  ไม่ว่าจะเป็นสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป หรือค่านิยมใหม่ที่ไม่ได้ตีความว่าการล่าสัตว์ว่าเป็นเรื่องดีอีกต่อไป เวลาเห็นเสือโคร่งถูกล่า คนก็จะเกิดความรู้สึกแง่ลบในใจลึกๆ เห็นได้จากภาพที่เกี่ยวกับการล่าสัตว์ในสื่อสังคมออนไลน์ ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก มีการเรียกร้องให้หยุดการกระทำดังกล่าว โดยรวมถือว่าสังคมไทยมีทัศนคติต่อการล่าสัตว์ที่ดีขึ้นมาก

ดีขึ้นแต่ก็ยังไม่เพียงพอ ใช่หรือไม่
วรพันธุ์:  ดีขึ้นมาก แต่คำว่า “เพียงพอ” มันวัดไม่ได้ว่าเท่าไรถึงจะเรียกว่าพอ ในปัจจุบันเหลือเสือโคร่งน้อยมาก ย้อนกลับไปในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา จำนวนประชากรเสือโคร่งลดลงอย่างรวดเร็วควบคู่ไปความตระหนักเรื่องการอนุรักษ์เสือโคร่ง เพราะฉะนั้นจะให้ดีเหมือนเดิมคงเป็นไปได้ยาก ต้องค่อยๆ ปรับให้ดีขึ้นช้าๆ ตอนนี้ดีกว่าเดิมตรงที่ว่ามีคนจำนวนหนึ่งเข้าใจเรื่องการอนุรักษ์ และต่อต้านการล่าสัตว์แล้ว ค่านิยมที่ว่าการกินเนื้อสัตว์ป่าเป็นเรื่องดี เท่ หรือเป็นยา แทบไม่เหลือแล้ว มีเพียงคนกลุ่มเล็กๆ เท่านั้นที่ยังเชื่อเรื่องหลอกลวงเหล่านี้อยู่ และคนเหล่านี้กำลังลดจำนวนลงเรื่อยๆ

ความประทับใจเกี่ยวกับการทำงานศึกษาเรื่อง “เสือโคร่ง”
วรพันธุ์:  ตอนนี้ทำงานมา 6-7 ปี ตั้งกล้อง (Camera Trap) มาแล้วประมาณ 3 รอบ รอบละ 9 เดือน ได้เห็นว่าในแต่ละปีเสือโคร่งมีพัฒนาการเป็นแบบใดบ้าง บางตัวก็มีลูก 2 ตัวบ้าง มากสุดที่เคยเจอก็ 5 ตัว แค่นี้ก็มีความสุขแล้ว การได้เห็นลูกเสือแสดงว่าพื้นที่นี้สามารถรองรับประชากรเสือโคร่งใหม่ๆ ได้ แล้วยิ่งเห็นลูกเสืออยู่รอด โตขึ้น ออกหากิน ใช้ชีวิตแบบสัตว์ป่าทั่วไป ติดตามว่าเขาไปอยู่ที่ไหน สามารถทำหน้าที่ในระบบนิเวศได้สมบูรณ์หรือเปล่า เหมือนเห็นญาติคนหนึ่งโตขึ้น แล้วมีชีวิตที่ดี เราก็ยิ่งมีความสุขมากขึ้นอีก แต่ในทางกลับกันถ้าเห็นบางตัวถูกล่าตายไป ก็เศร้า เพราะทำงานด้วยกันมานานมาก เสือโคร่งพวกนี้เห็นกันมาตั้งแต่เด็กๆ เป็น 10ปี

ความประทับใจ “คน” ที่ทำงานในพื้นที่
วรพันธุ์:   พื้นที่ที่ทำงาน (อุทยานแห่งชาติแม่วงก์) ค่อนข้างดีมาก เพราะอย่างน้อยคนที่ทำงานตรงนี้ ทำด้วยความเต็มใจและเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่ หัวหน้างาน หรือเพื่อนร่วมงานต่างก็ทำหน้าที่ในบทบาทที่ตนรับผิดชอบได้ดี ไม่มีบ่น ไม่มีเบื่อ ทุกคนต้องการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เสมอ ผมคิดว่าคนเหล่านี้คือส่วนสำคัญ ที่ช่วยให้งานฟื้นฟูประชากรเสือโคร่งและเหยื่อดำเนินมาได้จนถึงปัจจุบัน เพราะถ้าทำคนเดียวก็คงไม่ไหว

ฝากถึงทุกคน
วรพันธุ์:  จริงๆ ผมว่ามนุษย์เราดีอย่างอย่างหนึ่ง เรามีสิทธิที่จะพูด ขอร้องสิทธิของเราเอง อยากได้อะไรก็บอกได้ สัตว์ป่าก็เหมือนเรานี่แหละ แต่เสียดายที่เขาร้องขอสิทธิไม่ได้ ผืนป่าซึ่งเป็นบ้านของเขาจึงถูกทำลายไปเรื่อยๆ ทำอะไรก็ควรนึกถึงสัตว์เหล่านี้บ้าง สิ่งมีชีวิตทุกอย่างน่าจะมีสิทธิเหมือนกัน
Tiger
© WWF-Thailand Enlarge
Picture of Khun Tor
© WWF-Thailand Enlarge

Comments

blog comments powered by Disqus
สนับสนุน
สนับสนุน