กลุ่มธนาคารในภูมิภาคอาเซียน ควรเพิ่มบทบาทด้านการพัฒนาเพื่อความยั่งยืน | WWF

กลุ่มธนาคารในภูมิภาคอาเซียน ควรเพิ่มบทบาทด้านการพัฒนาเพื่อความยั่งยืน



Posted on 03 October 2017
Sustainable Banking in ASEAN: Addressing's FLAWS report
© WWF-Thailand
รายงานเผย “กลุ่มธนาคารในภูมิภาคอาเซียน ควรเพิ่มบทบาทด้านการพัฒนาเพื่อความยั่งยืน”

3 ตุลาคม 2556, กรุงเทพมหานคร – ภาคการธนาคารของประเทศต่างๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรืออาเซียน (ASEAN) เป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยสนับสนุนให้รัฐบาลในประเทศของตน สามารถบรรลุเป้าหมายเรื่องการแก้ไขปัญหาสภาพภูมิอากาศโลกและเดินหน้าสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน ตามที่ได้ให้สัตยาบันร่วมกันไว้ก่อนหน้า ซึ่งจากรายงานล่าสุดขององค์การกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล (WWF) ที่เปิดเผยในวันนี้ เน้นย้ำว่า ธนาคารควรมีแนวทางการบริหารและจัดการด้านความยั่งยืนที่ชัดเจน เพื่อป้องกันวิกฤติการด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งจะส่งผลกระทบอย่างแน่นอนต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศต่างๆ ในภูมิภาค

จากรายงาน เรื่อง “การธนาคารอย่างยั่งยืนในภูมิภาคอาเซียน: ปัญหาและอุปสรรค” ซึ่ง WWF ร่วมกับศูนย์การศึกษาด้านธรรมภิบาล, สถาบัน และองค์กรเพื่อความยั่งยืน (Centre for Governance, Institutions and Organisations - CGIO) ภายใต้สำนักวิชาบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยแห่งชาติของสิงคโปร์ (NUS Business School) จัดทำขึ้น พบว่า แนวทางปฏิบัติของธนาคารต่างๆ ในภูมิภาคอาเซียน ไม่สะท้อนคำมั่นสัญญาที่คณะกรรมการของชาติต่างๆ ให้ไว้ว่าจะมุ่งมั่นแก้ไขปัญหาสภาพภูมิอากาศโลกและสนับสนุนการพัฒนาอย่างยั่งยืน

ที่ผ่านมา แม้ว่ารัฐบาลของประเทศต่างๆ ในอาเซียนจะพยามยามดำเนินนโยบายเพื่อลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม แต่หากธนาคารยังไม่มีกรอบการทำงานเพื่อจัดการความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมที่ชัดเจน ในระยะยาวก็จะส่งกระทบต่อการดำเนินธุรกิจของธนาคารและลูกค้าของธนาคารอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ในที่สุด

WWF ยังร้องขอให้ธนาคารผนวกรวมแนวคิด เรื่องความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมภิบาล (Environment, Social and Governance: ESG) ลงในแผนยุทธศาสตร์การทำงานระยะยาวของธนาคาร เพื่อส่งเสริมการพัฒนาอย่างยั่งยืน รวมถึงการเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในพอร์ตโฟลิโอ (Portfolio) ธนาคาร ควรมีเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับความตกลงปารีสว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ (Paris Agreement) และเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDG) ของสหประชาชาติรวมอยู่ด้วย

ทั้งนี้ จากการศึกษาพบว่า มีธนาคาร 21 แห่ง จาก 34 แห่งในอาเซียน ที่รับทราบว่าธุรกิจที่ตนให้เงินสนับสนุน ลงทุนในกิจการที่ส่งผลกระทบด้านลบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม แต่ไม่มีธนาคารใดยอมเปิดเผยว่า ทางธนาคารจะมีมาตรการจัดการความเสี่ยงของผลกระทบที่เกิดขึ้นในระดับพอร์ตการลงทุนอย่างไร นอกจากนี้ แม้ว่าจะมี ธนาคาร 26 แห่ง ระบุถึงความการสร้างความยั่งยืนในแผนยุทธศาสตร์และวิสัยทัศน์ของธนาคาร แต่มีเพียง 12 แห่งเท่านั้น ที่ตระหนักถึงความเสี่ยงที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงด้านสภาพภูมิอากาศต่อภาคธุรกิจและภาคสังคมอย่างจริงจัง ที่สำคัญมีธนาคารเพียงแห่งเดียวที่แต่งตั้งเจ้าหน้าที่ระดับสูง ให้ดูแลความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศโดยเฉพาะ โดยผู้ถือหุ้นส่วนใหญ่ต่างคาดหวังให้ธนาคารเปิดเผยข้อมูล การบริหารความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศในผลการรายงานประจำปีของธนาคารมากขึ้นกว่านี้

Jeanne Stampe หัวหน้าฝ่ายการเงินและสินค้าโภคภัณฑ์ของ WWF กล่าวว่า "ประเทศต่างๆ จะไม่สามารถบรรลุเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนของสหประชาชาติ และข้อตกลงปารีส ที่พยายามรักษาการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกให้น้อยลง จนต่ำกว่า 1.5 องศาเซลเซียสได้ หากธนาคารพาณิชย์ไม่มีแผนปฏิบัติการที่ชัดเจนในตอนนี้ และวางพัฒนาแนวทางการธนาคารอย่างยั่งยืนให้ได้ภายใน 12 เดือนข้างหน้า"

WWF พร้อมที่จะทำงานร่วมกับธนาคารต่างๆ ในอาเซียน เพื่อช่วยเสริมศักยภาพการทำงานด้าน ESG และ พัฒนาความเข้าใจเกี่ยวกับประเด็นสำคัญด้านต่างๆ ของ ESG ให้กับธนาคาร นอกจากนี้ WWF ยังเสนอให้ หน่วยงานที่รับผิดชอบกำกับดูแลของอาเซียนปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ด้านการเงินที่ยั่งยืนอย่างเคร่งครัด เพื่อให้มั่นใจว่าภาคการธนาคารจะสามารถบรรลุเป้าหมายต่างๆ ที่ตั้งไว้ได้จริง โดยปัจจุบัน มีเพียง 6 ประเทศที่สนับสนุนการผนวกรวมเรื่อง ESG ลงในหลักการ และในหลายประเทศก็ยังไม่หลักการปฏิบัติ เพื่อส่งเสริมการธนาคารอย่างยั่งยืน

คุณ ยิ่งยง วิทยานานันท์ ผู้จัดการโครงการการลงทุนอย่างยั่งยืน ประจำ WWF-ประเทศไทย กล่าวว่า “รายงานฉบับนี้ จะช่วยให้ธนาคารในประเทศไทยเห็นแนวโน้มและพัฒนาด้าน ESG ของธุรกิจธนาคารในภูมิภาคได้ชัดเจนมากขึ้น และช่วยให้ธนาคารสามารถกำหนดแผนการพัฒนา ESG ของตนเองให้สอดคล้องกับทิศทางของโลกที่กำลังมุ่งไปสู่การสร้างความยั่งยืน โดย WWF ประเทศไทย ยินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะทำงานร่วมกับธนาคารทุกแห่ง ในการสนับสนุนแผนงานด้าน ESG ในประเทศ”

ผลการศึกษาของธนาคารพัฒนาเอเชีย (Asian Development Bank) เมื่อปีที่ผ่านมา ระบุชัดเจนว่า ภายในปี 2643 การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอาจทำให้เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจต่อปีเท่ากับร้อยละ 6.7 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมของอาเซียน สูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกที่คาดการณ์ไว้ที่ 2.6% ภาคการธนาคารของอาเซียนต้องเข้ามามีบทบาทในการป้องกันความสูญเสียที่จะเกิดขึ้นในอนาคตของอาเซียน จากการเพิ่มการใช้พลังงานเชื้อเพลิงจากฟอสซิล การเปลี่ยนพื้นที่ป่าไม้เพื่อนำมาใช้ประโยชน์ทางการเกษตร และสร้างเขื่อนพลังไฟฟ้าพลังน้ำ

เกี่ยวกับรายงาน
รายงาน เรื่อง “การธนาคารอย่างยั่งยืนในภูมิภาคอาเซียน: ปัญหาและอุปสรรค” ที่จัดทำขึ้นโดย WWF เนื้อหาหลักการทบทวนกฎระเบียบด้านการกำกับดูแลด้านการเงินในภูมิภาคอาเซียน เพื่อให้สอดคล้องกับความคืบหน้าเรื่องการผนวกเรื่อง ESG ของธนาคารและการปรับตัวให้เข้ากับการพัฒนาที่ยั่งยืน ในรายงานจะประกอบด้วยข้อมูลของธนาคารต่างๆ ใน 6 ประเทศของอาเซียนต่อตัวชี้วัด ซึ่งเป็นปัจจัยหลักพื้นฐานในการกำกับดูแลกิจการที่ดี และเสาหลักในการบูรณาการ ESG ที่แข็งแกร่ง

รายงานฉบับนี้จัดพิมพ์และเผยแพร่เป็นภาษาอังกฤษ ในรูปแบบของรายงานประจำปี รายงานความยั่งยืนหรือความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กร

ข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาติดต่อ
ฝ่ายสื่อสารองค์กร
นิรมล สูนยะไกร (094 639 4993, (+66) 2619 8521-2 Ext. 607)
อีเมล์: nsoonyakrai@wwfgreatermekong.org
ณิชนันท์ ตัญธนาวิทย์
อีเมล: nTanthanawit@wwfgreatermekong.org
โทรศัพท์: (+66) 2619 8521-2 Ext.312, (+66) 83 816 0006

เกี่ยวกับ WWF
WWF คือหนึ่งในองค์กรเพื่อการอนุรักษ์ที่ได้รับความเชื่อถือมากที่สุด และเป็นอิสระมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก มีผู้ให้การสนับสนุนมากกว่า 5 ล้านคน และมีเครือข่ายทำงานอยู่ในประเทศต่างๆ กว่า 100 ประเทศ พันธกิจของ WWF คือ ลดการบุกรุก และยับยั้งการทำลายทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพของโลก พร้อมไปกับสร้างอนาคตใหม่ให้มนุษย์สามารถอยู่ร่วมกับธรรมชาติได้อย่างกลมกลืน ด้วยการอนุรักษ์ไว้ซึ่งความหลากหลายทางชีวภาพของโลก สร้างหลักประกันให้มีการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน ผลักดันให้ลดมลภาวะ และลดการบริโภคอย่างสิ้นเปลือง  หากต้องการรับข่าวสารและสื่อสารสนเทศล่าสุด คลิก www.wwf.or.th

เกี่ยวกับ NUS CGIO
ศูนย์การศึกษาด้านธรรมภิบาล, สถาบัน และองค์กรเพื่อความยั่งยืน (Centre for Governance, Institutions and Organisations - CGIO) จัดตั้งขึ้นโดยสำนักวิชาบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยแห่งชาติของสิงค์โปร์ (NUS Business School) ในปี พ.ศ.2553 โดยมุ่งผลิตงานวิจัยด้านการกำกับดูแลและการพัฒนาอย่างยั่งยืนในภูมิภาคเอเชีย รวมถึงธรรมภิบาลบริษัทและความยั่งยืนขององค์กร การกำกับดูแลกิจกรรมในครอบครัว บริษัท วิสาหกิจ กลุ่มธุรกิจ และสถาบัน นอกจากนี้ CGIO ยังมีการจัดกิจกรรมต่างๆ เช่น การบรรยายสาธารณะ การจัดโต๊ะกลมธุรกิจ และการประชุมวิชาการในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการกำกับดูแลและความยั่งยืน  ข้อมูลเพิ่มเติม  bschool.nus.edu.sg/cgio.
Sustainable Banking in ASEAN: Addressing's FLAWS report
© WWF-Thailand Enlarge
สนับสนุน
สนับสนุน