บนเส้นทางงานอนุรักษ์ของข้าพเจ้า



Posted on 12 July 2012
เรื่องโดย เชาว์ มูลศิริ, เจ้าหน้าที่อนุรักษ์ทรัพยากรน้ำจืด WWF ประเทศไทย

1 เส้นทางวัยเยาว์
ผมเป็นเด็กชนบทคนหนึ่ง ที่เติบโตมาจากภาคอิสานของประเทศไทย โดยผมเองมีวิถีชีวิตที่แนบแน่นกับธรรมชาติในชนบท ซึ่งชีวิตและกิจกรรมส่วนใหญ่ในวัยเยาว์นั้นผูกพันกับธรรมชาติและสภาพแวดล้อม ผมเองต้องช่วยงานพ่อแม่ในไร่นาตามแบบวิถีเด็กชนบท ต้องเก็บผักหาเห็ดตามป่า ต้องใส่เบ็ดหรือหาปลาตามแม่น้ำหรือทุ่งนามาเป็นอาหาร ต้องเก็บผักหักฟืนและอื่นๆอีกมากมาย สิ่งเหล่านั้นล้วนเป็นวิถีชนบทที่สัมพันธ์กับธรรมชาติ เมื่อครั้งวัยเด็กนั้นผมมีพ่อและแม่ให้การเลี้ยงดูรวมทั้งการปลูกฝังจิตสำนึกที่ดีแก่ลูกๆจนเติบโต ซึ่งผมเองระลึกเสมอว่า นอกจากพ่อและแม่เป็นผู้มีพระคุณอย่างสูงยิ่งในชีวิตจนหาที่เปรียบไม่ได้แล้วนั้น ผมเองยังมีผู้มีพระคุณอันยิ่งใหญ่ต่อชีวิตผมอยู่อย่างหนึ่งเช่นกัน นั่นคือ “ธรรมชาติ”

ธรรมชาติได้ให้ชีวิต ให้อาหาร ให้ปัจจัยสี่แก่ผม ธรรมชาติให้ผมมีสถานที่วิ่งเล่น เปรียบเสมือนเป็นสนามเด็กเล่นให้แก่เด็กๆในชีวิตชนบท ได้มีห้องเรียนกว้างใหญ่ไพศาล และยังเป็นครูที่สอนสั่ง บ่มเพาะความเป็นตัวตนของผม ให้รักและตอบแทนคุณธรรมชาติและถิ่นอาศัย

2 ก้าวแรกใน WWF ประเทศไทย
ปี พ.ศ. 2538 ผมได้มีโอกาสเข้ามาทำงานในองค์กรด้านสิ่งแวดล้อมคือมูลนิธิคุ้มครองสัตว์ป่าและพรรณพืชแห่งประเทศไทย การทำงานของเจ้าหน้าที่ WWF ที่นั่น เป็นแรงบันดาลใจให้ผมมาก ช่วงแรกนั้น WWF เน้นการอนุรักษ์สัตว์ป่าขนาดใหญ่ เช่น เสือ ช้าง แรด เป็นต้น ก่อนเริ่มพัฒนาเป็นงานอนุรักษ์แบบบูรณาการ ซึ่งการอนุรักษ์สัตว์ป่าอย่างยั่งยืนนั้นจะต้องมองการอนุรักษ์ให้กว้างยิ่งขึ้น ซึ่งหมายถึงการมองเห็นสัตว์ป่าตัวหนึ่ง มีส่วนสัมพันธ์กับระบบนิเวศหรือถิ่นที่อยู่อาศัยของมัน รวมทั้งปัจจัยต่างๆที่จะส่งผลต่อสัตว์ป่าชนิดนั้นๆด้วย ในช่วงปี พ.ศ. 2540 ผมได้เข้าทำงานกับองค์กร WWF โดยเป็นเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการพัฒนาชนบทเพื่อการอนุรักษ์พื้นที่ป่าในจังหวัดเลย ผมต้องทำงานกับชุมชนรอบป่าที่ยังต้องพึ่งพิงป่าทั้งทางตรงและทางอ้อม งานของผมตอบสนองแนวคิดขององค์กร WWF ที่ว่า สาเหตุหนึ่งที่มีผลกระทบต่อระบบนิเวศของสัตว์ป่ารวมไปถึงการทำลายถิ่นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่านั้นมาจากมนุษย์ และสาเหตุที่มนุษย์ได้คุกคามหรือสร้างผลกระทบต่อธรรมชาติและสัตว์ป่านั้น มาจากความจำเป็นในการดำรงชีวิตของมนุษย์นั่นเอง การทำงานอนุรักษ์โดยผ่านกระบวนการที่เกี่ยวกับชุมชนหรือสังคม จึงเป็นงานท้าทายของผมมาก

3 เรียนรู้เส้นทางการอนุรักษ์อย่างยั่งยืน
ผมพบว่า “การอนุรักษ์” คือ “การรักษาไว้ เพื่อการนำใช้อย่างชาญฉลาดและยั่งยืน” ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการอนุรักษ์นั้นมีทั้งการรักษาและการนำใช้ แต่ระยะหลังๆ ผมพบว่า การอนุรักษ์มักจะถูกตีกรอบหรือจำกัดนิยามไว้เพียงการหาวิธีทางรักษาไว้เท่านั้น ซึ่งแนวคิดบางส่วนนี้เผยแพร่ผ่านนโยบายของรัฐในหลายรูปแบบ และถูกจำกัดกรอบมาตั้งแต่ระดับนโยบาย โดยขาดการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างแท้จริง ผมคิดอยู่เสมอว่า การอนุรักษ์จำเป็นต้องผสานความร่วมมือหรือสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน ไม่เพียงแต่คนในชนบทเท่านั้น เพราะภารกิจงานอนุรักษ์ไม่ได้เป็นหน้าที่ของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง หากแต่เป็นหน้าที่ของคนทุกคนและทุกระดับด้วย

ช่วง 3 ปีที่ผมได้เข้าทำงานกับเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวง จังหวัดเลย ระหว่างปี พ.ศ. 2547 – 2549 โดยเป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายประสานงานและฝึกอบรมให้แก่เจ้าหน้าที่และบุคลากรของกรมอุทยานสัตว์ป่าและพันธุ์พืช การส่งเสริมกิจกรรมงานอนุรักษ์ในพื้นที่มีความจำเป็นที่จะต้องเข้าใจบริบทของชุมชนและสังคมรอบป่าผมได้เรียนรู้มิติในการจัดการทรัพยากรระหว่างเจ้าหน้าที่ของรัฐและประชาชนว่า การอนุรักษ์จะต้องมีทั้งการรักษาไว้และการนำมาใช้อย่างชาญฉลาดและยั่งยืน โดยต้องสร้างกระบวนการของการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง

4 คนอนุรักษ์พื้นที่ชุ่มน้ำ
ปี พ.ศ. 2550 เป็นต้นมา ผมได้ทำงานในหน้าที่เป็นเจ้าหน้าที่อนุรักษ์ทรัพยากรน้ำจืด WWF – Thailand โดยทำงานในพื้นที่ชุ่มน้ำกุดทิงและบึงโขงหลง ซึ่งเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำระดับนานาชาติตามอนุสัญญาแรมซาร์ โดยเป็นงานที่ส่งเสริมการมีส่วนร่วมให้เกิดการอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำจืดซึ่งเป็นทรัพยากรธรรมชาติที่มีคุณค่าอย่างยิ่งต่อทุกสรรพชีวิต และกระบวนการของการมีส่วนร่วมเป็นปัจจัยขับเคลื่อนที่สำคัญ

ดังนั้นกว่าสิบปีของการทำงานการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสัตว์ป่า ตั้งแต่บนภูเขาสูง สู่การทำงานในชุมชน จนถึงงานอนุรักษ์แหล่งทรัพยากรน้ำจืดนั้น จากประสบการณ์ตรงของผมได้ข้อสรุปว่างานอนุรักษ์อย่างยั่งยืนนั้นมีหัวใจสำคัญของคนทำงานว่า
1.ต้องอาศัยการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงของทุกภาคส่วน
2.ต้องให้ความสำคัญกับวิถีชีวิต วัฒนธรรม และภูมิปัญญาท้องถิ่น เพื่อนำมาประยุกต์กับงานอนุรักษ์ ซึ่งต้องทำควบคู่กันไประหว่างการอนุรักษ์ระบบนิเวศและดำรงไว้ซึ่งวิถีชีวิตชุมชน
3.ต้องมีมุมมองด้านการอนุรักษ์ และมีวิสัยทัศน์กว้างออกไปโดยมองให้ครอบคลุมหลายมิติ โดยเฉพาะมิติด้านสังคม และสิ่งแวดล้อม

กว่าหนึ่งทศวรรษในชีวิตการทำงานอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของผมนั้น จึงนับว่าเป็น “ภารกิจชีวิต” ที่ผมภาคภูมิใจอย่างยิ่ง เพราะมันคือสัมมาอาชีพ และที่สำคัญคือมันเป็นอาชีพที่ผมได้ตอบแทนบุญคุณบ้านเมือง รวมทั้งตอบแทนผู้มีพระคุณตามที่เคยตั้งปณิธานไว้เมื่อวัยเด็ก และแน่นอนครับว่า มันเป็นการทำงานอนุรักษ์ธรรมชาติเพื่อให้ธรรมชาติเป็นของทุกคน เฉกเช่นกับธรรมชาติที่ได้ให้ประโยชน์แก่ทุกคน โดยไม่เคยเลือกปฏิบัติเช่นกัน
Chao Moolsiri
© Chao Moolsiri Enlarge