เสียงจากผู้พิทักษ์ป่า



Posted on 04 August 2013  | 
 เสียงจากผู้พิทักษ์ป่า


จารุวัตร นุชศิริ
ผู้พิทักษ์ป่า อุทยานแห่งชาติกุยบุรี

จารุวัตรเดิมปฏิบัติงานอยู่อุทยานแห่งชาติเขาสามร้อยยอด ต่อมาได้สอบบรรจุเป็นเจ้าหน้าที่ในอุทยานแห่งชาติกุยบุรีตั้งแต่ปี 2538 จนกระทั่งปัจจุบัน

ความรู้และการฝึกฝนอบรมทักษะต่างๆ ทั้งด้านการป้องกัน ด้านกฎหมาย ด้านการบริการ ด้านป่าไม้และสัตว์ป่าที่สั่งสมมาเป็นเวลานานหลายสิบปีประกอบกับความรักในผืนป่าของจารุวัตร ทำให้การทำงานในฐานะผู้พิทักษ์ป่าไม่ใช่สิ่งที่ยากแต่กลับเป็นสิ่งที่ต้องศึกษาเรียนรู้อยู่ตลอด ปัจจุบันจารุวัตรรับผิดชอบในการลาดตระเวนเพื่อเฝ้าระวังช้างและดูแลสัตว์ป่าบริเวณพื้นที่โซนเหนือของอุทยานฯ

ในภารกิจลาดตระเวนนับครั้งไม่ถ้วนของจารุวัตร การลาดตระเวนเมื่อเดือนธันวาคม 2553 ซึ่งเขาทำหน้าที่หัวหน้าชุดสายตรวจได้กลายเป็นประสบการณ์ครั้งสำคัญในชีวิตการทำงานของเขา เมื่อเขาได้ยินเสียงปืนดังมาจากในป่าจึงจัดกำลังซุ่มไปดูยังต้นเสียง และได้เผชิญหน้ากับขบวนการล่าช้างป่าเพื่อเอางา จึงเข้าทำการจับกุมแต่น่าเสียดายที่คนร้ายสามารถหนีไปได้ สิ่งที่เหลืออยู่ตรงหน้าจารุวัตรคือซากช้างที่ถูกตัดเอางวงออก เลือดยังคงไหลกระฉูด เป็นภาพที่สร้างความตกตะลึงและยังตราตรึงอยู่ในใจของเขายากที่จะลืมได้

“สัตว์ป่าก็รักชีวิตตัวเองเหมือนเราทุกคน ถ้าเจ็บป่วยก็ต้องรักษา และพวกมันก็อยากใช้ชีวิตอยู่อย่างสงบสุข ส่วนป่าไม้ก็ให้ประโยชน์ต่อเรามากมาย อย่าได้คิดไปทำลายเลย ผมอยากจะให้ช่วยกันดูแลทั้งป่าไม้และสัตว์ป่าให้คงอยู่กับประเทศไทยต่อไป”

อย่างไรก็ตามจากจุดเริ่มต้นของการเป็นผู้พิทักษ์ป่ากว่า 18 ปี จารุวัตรรู้สึกมีความหวังมากขึ้นว่าจะได้เห็นธรรมชาติกลับมาอุดมสมบูรณ์อีกครั้ง โดยเฉพาะผืนป่ากุยบุรีที่ปัจจุบันฟื้นคืนสภาพเกือบเต็ม 100% แล้วทั้งในด้านพันธุ์ไม้และสัตว์ป่า




สายัน นิลดี
เจ้าหน้าที่ลาดตระเวน อุทยานแห่งชาติกุยบุรี

“ผมเป็นคนที่นี่ ที่นี่คือบ้านของผม ผมอยากจะทำบ้านตัวเองให้ดีที่สุด...”

สายันเป็นชาวประจวบคีรีขันธ์แต่กำเนิด ตัดสินใจเข้าร่วมเป็นผู้พิทักษ์ป่าที่อุทยานแห่งชาติกุยบุรีเมื่อกว่า 19 ปีที่แล้วด้วยความรักและหวงแหนในทรัพยากรธรรมชาติของบ้านเกิด ปัจจุบันทำหน้าที่เป็นหัวหน้าชุดดูแลความปลอดภัยช้างป่า

ในฐานะหัวหน้าชุดดูแลความปลอดภัยช้างป่า หนึ่งในภารกิจสำคัญคือการผลักดันช้างป่าไม่ให้ออกมาทำลายพืชผลของชาวบ้าน ซึ่งในการปฏิบัติงานเจ้าหน้าที่ต้องใช้ความระมัดระวังและรู้จักสังเกตอาการช้างว่าต่อต้านการผลักดันหรือไม่ ครั้งหนึ่งสายันเคยประจันหน้ากับช้างป่าที่เข้ามาใกล้บริเวณที่ทำกินของชาวบ้าน จึงได้พยายามใช้รถยนต์สกัดกั้นและจุดลูกโป่งเพื่อไล่แต่กลับโดนช้างวิ่งเข้าใส่จนต้องรีบขับรถหนี เขาลองพยายามถึง 2 ครั้ง และใช้เวลาร่วม 2 ชั่วโมงกว่าที่ช้างจะยอมกลับเข้าป่าไป

อีกวิธีการหนึ่งที่สายันและผู้พิทักษ์ป่าใช้เพื่อช่วยลดความขัดแย้งระหว่างคนกับช้างที่มักเกิดขึ้น คือการสร้างเครือข่ายให้ชาวบ้านเข้ามามีส่วนร่วม โดยประชาสัมพันธ์ให้เกษตรกรเจ้าของไร่จัดคนไปเฝ้าแปลงของตนเพื่อช่วยกันสอดส่องร่วมกับเจ้าหน้าที่ ซึ่งการได้รับความร่วมมือจากชาวบ้านเป็นอย่างดีก็มีส่วนช่วยทำให้การผลักดันและการอนุรักษ์ช้างป่ามีประสิทธิภาพมากขึ้น

“ที่ภาคภูมิใจคือตอนนี้ช้างป่า กระทิงและสัตว์ป่าต่างๆ กลับมาอยู่ในพื้นที่นี้เยอะ ก็ถือว่าบ้านผมดีขึ้นมา ในเรื่องการบุกรุกป่าไม้ตอนนี้มีน้อยมากจนแทบจะไม่มีเลย ผมภูมิใจที่ ที่นี่ฟื้นคืนมาได้เยอะและสัตว์ป่าก็กลับมาอยู่เยอะ ภูมิใจมากครับ”



ทองสุข แดงโชติ
เจ้าหน้าที่ลาดตระเวน อุทยานแห่งชาติกุยบุรี

ทองสุขทำงานเป็นเจ้าหน้าที่ลาดตระเวนมาประมาณ 17 – 18 ปี โดยเลือกทำอาชีพนี้เพราะมีความชอบและสนใจด้านงานอนุรักษ์สัตว์ป่าและทรัพยากรธรรมชาติ ในความเห็นของเขางานนี้เป็นงานที่ละเอียดอ่อน อาศัยประสบการณ์และความรู้เฉพาะเกี่ยวกับนิสัยและพฤติกรรมสัตว์ป่า

“สิ่งหนึ่งที่ยากที่สุดคือการทำงานกับคน” นักท่องเที่ยวและนักเรียนที่เข้ามาชมสัตว์ป่าในอุทยาน บางกลุ่มมักจะไม่ปฏิบัติตามกฏของอุทยานฯ เช่น ส่งเสียงดัง หรือพยายามเข้าไปในพื้นที่ต้องห้าม สร้างความหนักใจให้กับเจ้าหน้าที่อย่างมาก จำเป็นต้องดูแลเรื่องนี้เป็นพิเศษโดยต้องหาทางดึงดูดความสนใจของนักท่องเที่ยว บางครั้งอาจเป็นการใช้มุกตลกๆ เช่น “หากเราเห็นช้างวิ่งมาหาเรา เราต้องทำอย่างไร? ก.วิ่งทางตรง ข.วิ่งทางซิกแซ็ก ค. วิ่งขึ้นต้นไม้ เฉลยว่า ต้องวิ่งให้เร็วที่สุดเลยครับ!”

ในขณะเดียวกัน การทำงานกับชุมชนในเชิงรุก โดยการให้ความรู้กับเด็กนักเรียน การทำกิจกรรมเพื่อปลูกฝังจิตสำนึกในการอนุรักษ์สัตว์ป่าและทรัพยากรธรรมชาติ เป็นอีกบทบาทของผู้พิทักษ์ป่านอกจากการลาดตระเวนที่สร้างความภาคภูมิใจให้พวกเขาอย่างมาก เนื่องจากความร่วมมือและสนับสนุนของบุคคลภายนอกเป็นหนึ่งในสิ่งที่สำคัญที่สุด เพื่อที่ทุกฝ่ายจะได้เป็นหูเป็นตาให้ทางผู้พิทักษ์ และเผยแพร่ความรู้สำคัญเหล่านี้ต่อไป

“เจ้าหน้าที่ทุกคนทำงานอย่างเสียสละมาก เงินเดือนก็น้อยแต่เขาทำด้วยใจ ถึงแม้ว่าเจ้าหน้าที่จะเหน็ดเหนื่อยแต่ก็ทำเพื่อดูแลสัตว์ป่าให้กับลูกหลานของพวกท่านต่อไป ในอนาคตผมไม่อยากให้เหลือแค่ชื่อ แต่สัตว์ป่าเหล่านี้ได้สูญพันธุ์ไปแล้ว”



ไพรวรรณ สินสมุทร
เจ้าหน้าที่ลาดตระเวน อุทยานแห่งชาติกุยบุรี

ไพรวรรณเป็นคนจังหวัดสุโขทัย ย้ายมาทำงานเป็นผู้พิทักษ์ป่าในอุทยานแห่งชาติกุยบุรีได้กว่า 17 ปีแล้ว โดยปฏิบัติหน้าที่อยู่ในชุดลาดตระเวนของอุทยานฯ บริเวณชายแดนติดกับพม่า

“คนภายนอกมักจะถามเราว่า เราไหวไหมกับการทำงานที่นี่ ทุกคนจะตอบว่าไหว ไหวด้วยตัวเองนะครับ ไม่ได้มีใครบังคับให้ตอบ เพราะทุกคนรักผืนป่า ทุกคนรักธรรมชาติ ถ้าไม่มีใจรักในจุดๆนี้ ก็ทำงานอยู่ตรงนี้ไม่ได้หรอกครับ”

การออกลาดตระเวนแต่ละครั้งของไพรวรรณคือการทำงานบนความเสี่ยง เนื่องจากพื้นที่เป็นป่าลึกทึบที่สัญญาณจีพีเอสก็เข้าไม่ถึง ทำให้บางครั้งถูกตัดขาดจากโลกภายนอกโดยสิ้นเชิง หากไม่มีความชำนาญในเส้นทางเดินป่าบริเวณใด จำเป็นต้องจ้างชาวบ้านหรือพรานป่าเป็นผู้นำทางให้

นอกจากความเสี่ยงจากสภาพภูมิประเทศแล้ว อันตรายที่อาจเกิดขึ้นกับผู้พิทักษ์ป่าอีกประการหนึ่ง คือการเผชิญหน้ากับผู้บุกรุกเข้ามาล่าสัตว์หรือตัดไม้ ในระหว่างเดินเท้าลาดตระเวนหากพบรถจักรยานยนต์หรือรถกระบะต้องสงสัยในป่าก็จำต้องซุ่มสังเกตการณ์อยู่หลายวัน เขาเล่าให้ฟังว่าเมื่อประมาณปี 2542-2543 เคยปะทะกับกลุ่มที่เข้ามาลักลอบตัดไม้ในตอนกลางคืน แต่ยังโชคดีที่ไม่มีการสูญเสียเกิดขึ้น

ด้วยเหตุผลที่ว่าผู้พิทักษ์ป่าเป็นอาชีพที่ต้องเสี่ยงอันตรายอยู่เสมอ มิหนำซ้ำค่าตอบแทนที่ได้ก็แทบจะไม่เพียงพอต่อการดำรงชีวิต ทำให้มีน้อยคนนักอยากจะมาทำงานลำบากเช่นนี้ คนส่วนใหญ่มักเลือกทำงานในเมือง ไพรวรรณนับเป็นหนึ่งในคนจำนวนน้อยนิดที่เลือกมาทำอาชีพนี้ สำหรับเขาการมีใจรักในงานอนุรักษ์ รักในผืนป่าและสัตว์ป่าจึงเป็นคุณสมบัติที่สำคัญที่สุดสำหรับในการทำหน้าที่เป็นผู้พิทักษ์ป่า เพราะหากไม่มีใจรักคงไม่สามารถทำอาชีพนี้ได้อย่างแน่นอน

“สั้นๆ ง่ายๆ เลยครับ เลิกล่า เลิกซื้อ เลิกขาย ทำวันนี้และวันข้างหน้าให้ธรรมชาติได้อยู่อย่างปกติ อย่าให้มีการแผ้วถางหรืออย่าให้มีสัตว์ป่าต้องล้มตายไปอีกเลย ขอแค่นี้แหละครับ”






Comments

blog comments powered by Disqus