การศึกษาดูงานการแลกเปลี่ยนเรียนรู้การทำเกษตรกรรมยั่งยืน | WWF

การศึกษาดูงานการแลกเปลี่ยนเรียนรู้การทำเกษตรกรรมยั่งยืน

Posted on
09 December 2018


การศึกษาดูงานการแลกเปลี่ยนเรียนรู้การทำเกษตรกรรมยั่งยืน การจัดการบรรจุภัณฑ์ การวางแผนการผลิตและการตลาดเพื่อพัฒนาผลผลิตเกษตรอินทรีย์ ภายใต้โครงการสร้างอาหารยั่งยืน ฟื้นคืนป่าน่าน โดย เครือข่ายวิสาหกิจชุมชนเกษตรอินทรีย์น่าน
         
เป้าหมายจะสำเร็จได้ก็ด้วยความร่วมมือร่วมใจ โดยเฉพาะหากเป้าหมายนั้นคือการสร้างความยั่งยืนให้กับสังคม และนั่นคือเหตุผลของการเริ่มต้นสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างเกษตรกรผู้ผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ ซึ่งทาง WWF Thailand และพันธมิตรจากหลายภาคส่วนตั้งใจก่อร่างสร้างขึ้น เพื่อกระจายองค์ความรู้ในการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ ทั้งด้านการเกษตรและด้านการตลาด เพื่อให้ระบบการทำเกษตรอินทรีย์ในประเทศไทยเดินหน้าเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน

เป็นที่มาของการศึกษาดูงานและแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างกลุ่มเกษตรกรอินทรีย์ที่มีเป้าหมายใกล้เคียงกัน คือต้องการพัฒนาระบบการทำเกษตรอินทรีย์ให้ยั่งยืนทั้งในแง่คุณภาพชีวิตของเกษตรกรและสิ่งแวดล้อม ซึ่งกระบวนการดังกล่าวล้วนต้องอาศัยความรู้ความพยายามอย่างต่อเนื่อง

ในคราวนี้ เครือข่ายวิสาหกิจชุมชนเกษตรอินทรีย์น่าน ประกอบด้วยเกษตรกรจากหลายอำเภอ อาทิ
อำเภอนาน้อย อำเภอสันติสุข และอำเภอปัว ซึ่งกำลังอยู่ในช่วงเริ่มต้นพัฒนาระบบเกษตรอินทรีย์เพื่อให้สินค้าเกษตรมีมาตรฐานในระดับสากล จึงพร้อมใจกันเดินทางมาศึกษาดูงานการทำเกษตรอินทรีย์ยังพื้นที่ตำบลพันเสา จังหวัดพิษณุโลก ซึ่งมีการพัฒนาระบบการทำเกษตรอินทรีย์อย่างต่อเนื่องมากว่า 10 ปี กระทั่งสินค้าเกษตรอินทรีย์สามารถทำตลาดในซูเปอร์มาเก็ต รวมถึงตลาดชุมชนได้อย่างดี กว่านั้น ยังเป็นโมเดลการจัดการพื้นที่รกร้างให้เกิดประโยชน์ด้านการเกษตรที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง

โดยในวันแรก เครือข่ายวิสาหกิจชุมชนเกษตรอินทรีย์น่านเดินทางมาถึงที่ว่าการตำบลพันเสา จังหวัดพิษณุโลกในตอนสายของวันที่ 26 พฤศจิกายน 2561 เพื่อเรียนรู้ที่มาที่ไปและรายละเอียดในการพัฒนา ผ่านการบรรยายของผู้จัดการสหกรณ์ตำบลพันเสา-รสริน พุทธภูมิพิทักษ์ หนึ่งในหัวเรือใหญ่ผู้ร่วมพัฒนาเกษตรอินทรีย์ในตำบลพันเสามาตั้งแต่ปี 2551 ซึ่งช่วยให้เราเห็นภาพกว้างของการพัฒนาดังต่อไปนี้

แรกเริ่มพัฒนา
เดิมทีตำบลพันเสาเป็นชุมชนเกษตรกรรม มีอาชีพหลักคือรับจ้างทั่วไป และทำปุ๋ยขายส่งให้กับพ่อค้าคนกลางรวมถึงกลุ่มนายทุนที่มากว้างซื้อในราคาถูก กระทั่งในปี 2551 เกิดการรวมกลุ่มกันตั้งคำถามถึงคุณภาพชีวิตของคนในชุมชนว่าจะสามารถพัฒนาได้อย่างไร ในเมื่ออาชีพรับจ้างและทำปุ๋ยนั้นให้รายได้ไม่เพียงพอต่อการยังชีพ เนื่องจากสมาชิกในชุมชนส่วนใหญ่ยังต้องใช้จ่ายไปกับค่าอาหารที่ผลิตโดยระบบอุตสาหกรรมจำนวนหลายพันบาทต่อเดือน สุดท้ายจึงเกิดการทดลองปลูกผักสวนครัวในพื้นที่ของ ‘โรงเรียนประดู่มะค่าประชาสรรค์’ ด้วยเป้าหมาย 2 ข้อ คือสร้างองค์ความรู้ในการทำเกษตรให้กับเด็กนักเรียนและคนในชุมชน รวมถึงผลิตวัตถุดิบปลอดภัยเพื่อใช้เป็นอาหารกลางวันและสร้างรายได้เสริมให้กับนักเรียนใช้พัฒนาคุณภาพชีวิตต่อไป

จากแปลงเกษตรเล็กๆ ในโรงเรียน จึงเริ่มขยับขยายสู่บ้านเรือน กระทั่งเกิดเป็นวิสาหกิจชุมชนพันเสา ร่วมกันพัฒนาองค์ความรู้การทำเกษตรอินทรีย์ในทิศทางที่ชัดเจน พร้อมหาตลาดรองรับสินค้าเพื่อสร้างงานและกระจายรายได้ให้แก่คนในชุมชนในระยะยาว การพัฒนาดำเนินมาเรื่อยๆ กระทั่งปี 2559 จึงเกิดการนำร่องพัฒนาพื้นที่รกร้างบริเวณหมู่ที่ 1 ตำบลพันเสา จำนวน 25 ไร่ เพื่อเปลี่ยนแปลงเพาะปลูกผักอินทรีย์ ตามมาตรฐานการรับรองแบบมีส่วนร่วมหรือ PGS (Participatory Guarantee System) ซึ่งควบคุมโดยหน่วยงานภาครัฐ

รสรินกล่าวต่อว่า หลังการพัฒนาดำเนินเข้าปีที่ 9 ก้าวใหญ่ของกลุ่มเกษตรอินทรีย์ตำบลพันเสาก็เกิดขึ้น เมื่อมูลนิธิเตียง จิราธิวัฒน์ ภายใต้บริษัทกลุ่มเซ็นทรัล ได้เข้ามาสร้างโรงคัดบรรจุผักอินทรีย์ ตามหลักเกณฑ์ที่ดีในการผลิตอาหารปลอดภัยหรือ GMP (Good Manufacturing Practice)​ เพื่อสามารถทำตลาดได้ทั้งในและนอกประเทศ  โดยเกษตรกรรับหน้าที่ในการผลิตสินค้าเกษตรให้ได้ตามมาตรฐาน ส่วนการคัดคุณภาพและบรรจุสินค้าให้ตรงตามมาตรฐานนั้นเป็นหน้าที่การจัดการของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนพันเสา ซึ่งพื้นฐานแล้วการคัดคุณภาพนั้นจะถูกกำหนดโดยบริษัทผู้รับซื้อ อาทิ ท็อปส์ ซูเปอร์มาร์เก็ต ทั้งเรื่องของขนาดสินค้า น้ำหนัก ความสะอาด และการเก็บรักษา กระทั่งการขนส่งถึงหน้าร้านที่ต้องดำเนินการให้ตรงตามมาตรฐานของท็อปส์ร้อยเปอร์เซ็นต์

โดยรสรินได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า การสร้างตลาดระดับบน อาทิ การเป็นคู่ค้ากับท็อปส์ซูเปอร์มาร์เก็ตนั้น เป็นการเปิดโอกาสให้เกิดตลาดลำดับต่างๆ ขึ้นตามมา ด้วยมาตรฐานของสินค้าซึ่งวางขายในซูเปอร์มาร์เก็ตนั้นสามารถการันตีคุณภาพของสินค้าได้อย่างดี ช่วยสร้างความมั่นใจแก่ผู้บริโภค และเป็นการกรุยทางในการทำตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์ของชุมชนให้กว้างขึ้นกว่าเดิม

เมื่อหนึ่งในผู้เข้าร่วมจากเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนเกษตรอินทรีย์น่าน เปิดประเด็นคำถามถึงอุปสรรคและโอกาสของการทำเกษตรอินทรีย์ในชุมชนพันเสา รสรินได้อธิบายเป็นข้อๆ ให้ผู้เข้าร่วมรับรู้ดังนี้

         1.) เคล็ดลับในการพัฒนาระบบเกษตรอินทรีย์คือ ‘โตให้ไว’
         กล่าวคือ การพัฒนาการทำเกษตรอินทรีย์นั้นต้องเรียนรู้ตลอดเวลา เมื่อทดลองแล้วเกิดความผิดพลาด ต้องรีบทำความเข้าใจปัญหา และแก้ไขโดยเร็ว เพราะการพัฒนาการทำเกษตรอินทรีย์นั้นมีหลายด้าน หลากมิติ หากจมอยู่กับปัญหาใดปัญหาหนึ่งนานๆ ย่อมส่งผลเสียต่อการพัฒนาในภาพรวม

         2.) ใช้ระบบแบ่งงานกันทำอย่างรู้จุดเด่น-ด้อยของแต่ละฝ่าย
         เมื่อแรกเริ่มของการตั้งกลุ่มเกษตรกรอินทรีย์ในตำบลพันเสา ปัญหาหนึ่งที่เกิดขึ้นก็คือ เกษตรกรมีความสามารถในการเพาะปลูก ทว่าขาดความชำนาญในการหาตลาด วิสาหกิจชุมชนพันเสาจึงตั้งใช้วิธีแบ่งงานกันทำในชุมชน โดยตั้งให้มีคนกลางรับซื้อสินค้าจากเกษตรกรนำไปขายในราคาที่ทั้ง 2 ฝ่ายตกลงกันและยอมรับได้ เมื่อเกิดตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์ขึ้น เกษตรกรจะค่อยๆ เรียนรู้ และเกิดความกล้าลองหาตลาดและทำตลาดด้วยตัวเองตามมา ทว่าบทบาทของเกษตรกรส่วนใหญ่ในตำบนพันเสาก็ยังคงอยู่ที่การเพาะปลูกเป็นหลัก เนื่องจากการผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์นั้นต้องอาศัยความใส่ใจและองค์ความรู้สูง

         3.) วิสาหกิจชุมชนหรือสหกรณ์ต้องมีความเข้มแข็ง และพร้อมรับความเสี่ยงแทนเกษตรกร
         เมื่อกลายเป็นคู่ค้ากับตลาดระดับบน อาทิ ท็อปส์ซูเปอร์มาร์เก็ต นอกจากข้อดีในเรื่องมิติของการสร้างงาน และการการันตีคุณภาพสินค้าเกษตรอินทรีย์ของชุมชนแล้ว ในอีกแง่ ยังมีความเสี่ยงในเรื่องของการตีกลับสินค้าที่ไม่ตรงตามมาตรฐาน โดยเฉพาะช่วงเริ่มเข้าตลาดในระยะแรก ที่ผู้คัดบรรจุสินค้าอาจยังไม่มีความชำนาญมากนักในการตัดแต่งหรือจัดเก็บสินค้า ทำให้เกิดการตีกลับสินค้าจำนวนมาก ในประเด็นนี้ทางสหกรณ์หรือวิสาหกิจชุมชนควรเป็นฝ่ายรับความเสี่ยงทั้งเรื่องค่าตอบแทนของเกษตรกรและค่าใช้จ่ายในกระบวนการต่างๆ หลังจากนั้น เพื่อให้เกษตรกรมีกำลังใจในการพัฒนาการผลิต และเป็นการวางรากฐานของกลุ่มให้แข็งแรง

         4.) วางเป้าหมายของสินค้าเกษตรอินทรีย์ให้ชัดเจน
         ข้อสำคัญนอกจากการพัฒนาการเพาะปลูกสินค้าเกษตรอินทรีย์ให้มีคุณภาพตรงตามมาตรฐาน คือการวางเป้าหมายในอนาคตให้ชัดเจน โดยเป้าหมายของกลุ่มเกษตรอินทรีย์ตำบลพันเสานั้น คือการตั้งกลุ่มย่อยของเกษตรกรอินทรีย์ให้ครบทั้ง 5 หมู่ มีการตรวจสอบแบบมีส่วนร่วมที่เข้มแข็งมีมาตรฐาน และสินค้าเกษตรอินทรีย์จากทุกหมู่จะต้องมีมาตรฐานในระดับสามารถเป็นคู่ค้ากับตลาดบนได้ รวมถึงเป้าหมายในการเปลี่ยนพื้นที่รกร้างให้กลายเป็นพื้นที่ทำกินของสมาชิกในชุมชนอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน กว่านั้น ยังรวมถึงการสร้างตลาดรองรับสินค้าใหม่ๆ เพื่อให้สินค้าเกษตรอินทรีย์ที่อาจตกเกรดจากตลาดบนทว่ายังมีคุณภาพดี สามารถสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรอีกทาง อาทิ การนำสินค้าเกษตรอินทรีย์วางขายยังตลาดนัดเพื่อสุขภาพ หรือห้างร้านที่รับซื้อสินค้าเกษตรอินทรีย์ในละแวกใกล้เคียง

หลังจากนั้น ผู้เข้าร่วมทั้งหมดได้เดินทางเพื่อเรียนรู้ในแปลงเกษตร ณ หมู่ 1 ตำบลพันเสา เพื่อร่วมพูดคุยกับเกษตรกรตัวจริงที่กำลังลงมือเพาะปลูกผักอินทรีย์ เพื่อนำส่งโรงงานคัดบรรจุ ทำให้เกษตรกรมีรายรับทุกวัน เฉลี่ยวันละ 300-500 บาท ตามแต่ขนาดแปลงเกษตรที่เกษตรกรรายนั้นรับผิดชอบ โดยขนาดพื้นที่เพาะปลูกนั้นทางกลุ่มวิสาหกิจพันเสาได้จัดแบ่งตามความสมัครใจ โดยอิงจากความสามารถในการเพาะปลูกของเกษตรกรแต่ละราย บนพื้นฐานว่า ‘ทำมากได้มาก’ ในข้อตกลงร่วมกันของเกษตรกรในกลุ่มทุกคน

การทำเกษตรอินทรีย์อย่างเป็นระบบ ในค่ายสมเด็จพระเอกาทศรถ
ในวันที่ 2 ของการเรียนรู้เรื่องการทำเกษตรแบบปลอดสารเคมีนั้น ทางเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนเกษตรอินทรีย์น่าน ได้เดินทางมายังค่ายสมเด็จพระเอกาทศรถ ค่ายทหารขนาดหลายพันไร่ไม่ไกลจากตัวเมืองพิษณุโลก โดยในค่ายทหารแห่งนี้มีพื้นที่กว่า 6 พันไร่ แบ่งเป็นตอนเหนือ ใช้สำหรับพักอาศัย ตอนกลางเป็นส่วนราชการ และตอนล่างจำนวน 1 พันไร่เป็นส่วนของแปลงเกษตรแบบไม่ใช้สารเคมี ซึ่งถ้าว่ากันตามมาตรฐานสากลแล้ว เรียกว่ายังอยู่ในช่วงระหว่างพัฒนาเพื่อเดินหน้าสู่การเป็นเกษตรอินทรีย์เต็มรูปแบบ ซึ่งผลผลิตในระยะนี้ถือว่าปลอดภัยต่อการบริโภค และมีมาตรฐานพอจะเป็นคู่ค้าในตลาดบน อาทิ ท็อปส์ ซูเปอร์มาร์เก็ต ซึ่งลงทุนสร้างห้องคัดบรรจุสินค้าไว้ในค่ายสมเด็จพระเอกาทศรถ เพื่อความสะดวกในการจัดเก็บและกระจายสินค้า

โดยเป้าหมายของการทำเกตรปลอดสารเคมีในค่ายสมเด็จพระเอกาทศรถนั้น มีด้วยกัน 3 ข้อ คือหนึ่ง เพื่อจัดเก็บเมล็ดพันธุ์คุณภาพดีส่งต่อให้กับเกษตรกรในพื้นที่ใกล้เคียง รวมถึงเกตรกรที่ประสบภัยธรรมชาติในเขตภาคเหนือตอนล่าง ตามแนวพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ 9 สอง เพื่อสร้างอาหารปลอดภัยให้กับสมาชิกในค่ายทหาร และสร้ารายได้เสริมให้กับหน่วยงานราชการต่างๆ ภายในค่ายทหาร และสาม เพื่อเป็นต้นแบบในการทำเกษตรอินทรีย์ ทั้งเรื่ององค์ความรู้ในการเพาะปลูก เก็บเมล็ดพันธุ์ จัดเก็บสินค้า รวมถึงการทำตลาด ให้กับเกษตรกรผู้สนใจ

ซึ่งในส่วนของโรงคัดบรรจุภายในค่ายสมเด็จพระเอกาทศรถนั้น มีความน่าสนใจหลายประการที่ทางผู้เข้าร่วมเรียนรู้ เครือข่ายวิสาหกิจชุมชนเกษตรอินทรีย์น่าน ได้ร่วมสังเกตการณ์ดังต่อไปนี้

         1.) มาตรฐานโรงคัดบรรจุแบบทำงานเส้นทางเดียว
         กล่าวคือ โรงคัดบรรจุในค่ายสมเด็จพระเอกาทศรถนั้นเป็นห้องควบคุมอุณหภูมิให้อยู่ในระดับ 3-7 องศาเซลเซียส และมีความสะอาดแบบมาตรฐานสากล แบ่งเป็นห้องล้างทำความสะอาดด้วยน้ำเกลือและน้ำสะอาด ก่อนนำไปคัดแยกและตัดแบ่งเพื่อบรรจุลงถุงตามมาตรฐานที่ห้างร้านกำหนด สุดท้ายจึงนำไปจัดเก็บในห้องเย็นเพื่อรอการขนส่งไปยังจุดจำหน่ายสินค้า โดยกระบวนการทั้งหมดจะดำเนินเป็นเส้นทางเดียว ไม่มีการย้อนกลับ เพื่อป้องกันการปนเปื้อนจากจุดหนึ่งสู่จุดหนึ่ง ซึ่งอาจทำให้มาตรฐานของสินค้าลดลง

         2.) สร้างแบรนด์สินค้าของตัวเองให้แข็งแรง
         จุดเด่นหนึ่งของสินค้าเกษตรปลอดสารพิษที่ผลิตในค่ายสมเด็จพระเอกาทศรถ คือการสร้างแบรนด์สินค้าของตัวเอง โดยไม่อิงกับห้างร้านหรือแบรนด์ของซูเปอร์มาร์เก็ตคู่ค้า เป็นการสร้างการจดจำแบรนด์ ‘ผักปลอดสารพิษค่ายเอกา’ ให้ผู้บริโภครู้สึกคุ้นเคย และเกิดความเชื่อถือในคุณภาพสินค้า ซึ่งล้วนส่งผลดีต่อการขยายตลาดในอนาคต โดยเฉพาะการทำตลาดออนไลน์ที่ผู้ซื้อและผู้ผลิตสามารถเจอกันได้ง่ายกว่าในอดีต การสร้างการรับรู้ในแบรนด์สินค้าจึงเป็นประโยชน์ต่อการตัดสินใจซื้อในแง่นี้ด้วยอีกทาง      

กล่าวโดยสรุปคือ การพัฒนาระบบการทำเกษตรอินทรีย์ที่ทาง เครือข่ายวิสาหกิจชุมชนเกษตรอินทรีย์น่าน ได้เดินทางมาร่วมเรียนรู้และแลกเปลี่ยนข้อมูลกับกลุ่มเกษตรอินทรีย์ตำบลพันเสา จังหวัดพิษณุโลก และการทำเกษตรแบบปลอดสารเคมีในค่ายสมเด็จพระเอกาทศรถนั้น ช่วยให้เกษตรกรและผู้นำชุมชนผู้เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงในการพัฒนาสินค้าเกษตรอินทรีย์ในพื้นที่ ได้เห็นภาพใหญ่ของการพัฒนาร่วมกัน ว่าล้วนเกิดจากการวางแผนอย่างเป็นระบบ การพัฒนาองค์ความรู้ทั้งด้านการเพาะปลูกให้ได้มาตรฐาน การสร้างความเข้าใจระกว่างเกษตรกร และการหาตลาดรองรับสินค้าเกษตรอินทรีย์ที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นปัจจัยที่ทำให้การพัฒนาเกษตรอินทรีย์นั้นยั่งยืน 

สนับสนุน
สนับสนุน