เสือโคร่ง | WWF

เสือโคร่ง



Indo-chinese tiger (Panthera tigris corbetti) rel=
WWF ประเทศไทยกำลังทำงานร่วมกับอุทยานแห่งชาติกุยบุรีเพื่อศึกษาการกระจายและความอุดมสมบูรณ์ของเสือและสัตว์กินเนื้อขนาดใหญ่อื่นๆ ในปัจจุบันมีเสือเหลืออยู่ในประเทศไทยจำนวนประมาณ 400 ตัวเท่านั้น
© WWF Greater Mekong
ในเวลาเพียงหนึ่งศตวรรษ เราสูญเสียราชันย์ของผืนป่าไปแล้วราวร้อยละ 97 ปัจจุบันมีประชากรเสือโคร่งเหลืออยู่เพียงราว 3,200 ตัวเท่านั้น

เราพบเสือโคร่งมากที่สุดในประเทศอินเดีย ซึ่งหลงเหลืออยู่เพียง 1,400 ตัว

ในปี พ.ศ.2552 เสือโคร่ง 100 ตัว จาก 1,400 ตัวถูกฆ่าในช่วงเวลาดังกล่าวและยังมีเสือโคร่ง 3 ตัวหายสาบสูญไปจากพื้นที่

WWF ดำเนินงานอนุรักษ์เสือโคร่งใน 13 ประเทศ  โดยในประเทศไทยเราทำงานอนุรักษ์และฟื้นฟูประชากรเสือโคร่งครอบคลุมพื้นที่อุทยานแห่งชาติแม่วงก์และอุทยานแห่งชาติคลองลาน โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อฟื้นฟูจำนวนประชากรเสือโคร่งและสัตว์ที่เป็นเหยื่อเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการสูญพันธุ์
 
	© WWF-Thailand
คลิกเพื่อรับชมรูปภาพขนาดใหญ่
© WWF-Thailand
 
	© Alain Compost / WWF
ลูกเสือสุมาตรา
© Alain Compost / WWF

สิ่งมีชีวิตที่สวยงามที่สุดในโลกคือเสือ

Jack Hanna

เสือโคร่งอาศัยอยู่ที่ไหนบ้าง ?

โดยปกติเสือโคร่งจะกระจายตัวอยู่ในเขตผืนป่าทั่วทวีปเอเชียและทางตะวันออกของรัสเซีย ในช่วงหนึ่งศตวรรษที่ผ่านมาพบว่าเสือโคร่งส่วนใหญ่เดินทางไปมาในแถบทวีปเอเชีย

ปัจจุบันแหล่งที่อยู่อาศัยของเสือมีขนาดลดลงเหลือเพียงร้อยละ 7 จากขนาดพื้นที่เดิม

เสือและลักษณะเฉพาะในแต่ละถิ่น

เสือต้องการที่อยู่อาศัยที่สมบูรณ์ อุดมด้วยเหยื่อที่เป็นแหล่งอาหาร และมีแหล่งน้ำเพียงพอสำหรับการดำรงชีวิต

เสือต่างชนิดจะอาศัยอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ไม่เหมือนกันเช่น บางชนิดอาศัยอยู่ในป่าดิบชื้น บางชนิดอยู่ในป่าดงดิบหรือป่าชายเลน 

อย่างเช่น เสือในภูฏานอาศัยอยู่ในพื้นที่สูงกว่าระดับน้ำทะเลถึง 4,000 เมตร และอยู่ในเขตพื้นที่เดียวกับเสือดาวหิมะ แต่ในซันเดอร์แบน ประเทศอินเดีย เสือสามารถว่ายน้ำในป่าชายเลนกับฉลามหัวบาตรและจระเข้

นักล่าฉายเดี่ยว

เสือโคร่งล่าเหยื่อโดยใช้ประสาทสัมผัสทางตาและฟังเสียง มากกว่าการดมกลิ่น และมักจะออกล่าเพียงตัวเดียว เสือโคร่งจะค่อยๆเข้าใกล้เหยื่อ และจู่โจมเข้าทางด้านข้างหรือด้านหลัง สังหารเหยื่อโดยกัดที่ลำคอหรือบริเวณด้านหลังของส่วนหัว
 
	© WCS, Smithsonian, STF, WWF
แถบที่อยู่อาศัยของเสือโคร่งในอดีตและปัจจุบัน
© WCS, Smithsonian, STF, WWF

การสืบพันธุ์

ชีวิตของเสือ

เสือเป็นสัตว์ที่มีชีวิตสันโดษ ยกเว้นแม่เสือที่มีลูกอ่อน แต่เสือแต่ละตัวจะมีอาณาเขตไม่ไกลกันนัก เสือโคร่งบางตัวอาจมีพฤติกรรมเข้าสังคม เช่น แบ่งปันเหยื่อกันกิน

เสือโคร่งจะหลบซ่อนตัวอยู่ในถ้ำ โพรงไม้ และในบริเวณที่มีต้นไม้หนาแน่น ส่วนใหญ่จะออกมาในตอนกลางคืน แต่เสือไซบีเรียจะออกมาในช่วงกลางวันของฤดูหนาว

เสือโคร่งแต่ละตัวจะมีอาณาเขตอาศัยเป็นของตัวเอง ในพื้นที่ที่มีเหยื่ออุดมสมบูรณ์ เช่นในอุทยานแห่งชาติ จิตวัน (Chitwan) ที่ประเทศเนปาล เสือตัวเมียครอบครองอาณาเขตราว 10-20 ตารางกิโลเมตร และ 30-70 ตารางกิโลเมตรสำหรับเสือตัวผู้ ในขณะที่รัสเซียมีความหนาแน่นของเหยื่อน้อยกว่า และมีอาณาเขตกว้าง 200-400 ตารางกิโลเมตรสำหรับเสือตัวเมีย และ 800-1,000 ตารางกิโลเมตรสำหรับเสือตัวผู้

การสืบพันธุ์

เมื่อเสือโคร่งโตเต็มวัย ทั้งตัวผู้และตัวเมียจะอาศัยอยู่เพียงลำพัง จนกระทั่งถึงเวลาที่พร้อมจะผสมพันธุ์ โดยทั่วไป เสือโคร่งตัวเมียพร้อมที่จะผสมพันธุ์เมื่ออายุได้ 3 ปีขึ้นไป ในขณะที่ตัวผู้ที่อายุเท่ากันก็สามารถผสมพันธุ์ได้ เพียงแต่โอกาสมีน้อยกว่าตัวเมีย เนื่องจากเสือโคร่งตัวผู้ต้องหาอาณาเขตของตัวเองให้ได้ก่อน ซึ่งอาจใช้เวลาอีก 1 – 2 ปี ดังนั้นเสือโคร่งตัวผู้อาจมีอายุถึง 4 – 5 ปี จึงจะสามารถหาตัวเมียเพื่อผสมพันธุ์ได้

เสือโคร่งตัวเมียอุ้มท้องประมาณ 3 เดือนก่อนคลอดลูกจำนวน 2 – 7 ตัว แต่ส่วนใหญ่ลูกจะรอดชีวิตจนโตเต็มวัยประมาณ 2 – 3 ตัว เท่านั้น เสือโคร่งตัวเมียเท่านั้นที่ทำหน้าที่เลี้ยงลูก ในขณะที่ตัวผู้จะคอยปกป้องอาณาเขตไม่ให้เสือโคร่งตัวผู้อื่นๆ รุกล้ำ และอาจจะผสมพันธุ์กับเสือโคร่งตัวเมียอื่นๆ ที่อยู่ในอาณาเขตของตน เสือโคร่งตัวผู้ 1 ตัวอาจมีเสือตัวเมียได้ถึง 3 ตัวอาศัยอยู่ในอาณาเขตของตน อย่างไรก็ตามเสือโคร่งตัวเมียเองก็ป้องกันอาณาเขตของตนไม่ให้ตัวเมียตัวอื่นๆ รุกล้ำกล้ำกรายได้เช่นเดียวกัน

เสือโคร่งตัวเมียจะเลี้ยงลูกประมาณ 2 ปี หากเป็นลูกเสือตัวผู้ มันจะเริ่มแยกตัวออกไปหาอาณาเขตของตัวเอง ในขณะที่ลูกเสือตัวเมียอาจอยู่กับแม่ต่อไปจนอายุประมาณ 2.5 ปี จึงแยกตัวออกไป การที่เสือจะเลี้ยงลูกได้ประสบความสำเร็จขึ้นอยู่กับจำนวนและชนิดของสัตว์ที่เป็นเหยื่อเป็นสำคัญ โดยเฉลี่ยใน 1 ปี เสือโคร่ง 1 ตัวกินเนื้อประมาณ 3,000 กิโลกรัม แต่แม่เสือที่ต้องเลี้ยงลูก 2 – 3 ตัว ต้องการเนื้อถึง 4,000 กิโลกรัม/ปี ลูกๆ จึงจะมีชีวิตรอด

เสือโคร่งมีอายุขัยเฉลี่ยประมาณ 15 ปี 

เสือโคร่งถูกพบใน 13 แห่งทั่วโลก

  • บังกลาเทศ
  • ภูฏาน
  • กัมพูชา
  • จีน
  • อินเดีย
  • อินโดนีเซีย (สุมาตรา)
  • ลาว
  • มาเลเซีย
  • พม่า
  • เนปาล
  • รัสเซีย
  • ไทย
  • เวียดนาม
และไม่กี่ตัวในเกาหลีเหนือ
 
	© Martin Harvey / WWF
ประชากรเสือโคร่งลดลงอย่างมากในปัจจุบัน
© Martin Harvey / WWF

เราสูญเสียผืนป่าซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของเสือโคร่งไปแล้วมากกว่าร้อยละ 93

WWF

ลักษณะภายนอกของเสือโคร่ง

สีและลวดลาย

  • ส่วนบนของเสือโคร่งมีสีตั้งแต่โทนแดงส้มไปยังเหลืองปนน้ำตาล ส่วนล่างเป็นสีขาว ลำตัวยังมีลายพาดผ่านเป็นสีดำและเทาเข้ม
  • ลวดลายของเสือแต่ละตัวจะต่างกัน และทั้งสองด้านของลำตัวก็จะมีลวดลายไม่เหมือนกันด้วย ในความเป็นจริง ลวดลายของเสือโคร่งแต่ละตัวไม่มีความแตกต่างกันมากนัก
  • เสือตัวผู้สังเกตได้จากขนที่คอ ซึ่งจะเห็นได้ชัดเจนในเสือสุมาตรา
  • เสือเบงกอลบางตัวมีสีขาวหรือครีมแทนที่จะเป็นสีส้ม เนื่องจากปรากฎอยู่ในลักษณะด้อยของยีนที่แสดงสี บางครั้งถูกเรียกว่าเสือ “ขาว” นอกจากนี้ เสือเบงกอลยังมีจมูกสีชมพูและตาสีฟ้า

ขนาด

ขึ้นอยู่กับเสือแต่ละสายพันธุ์และเพศ ความยาวของลำตัวรวมความยาวของหางแล้วอยู่ที่ประมาณ 140-300 เซนติเมตร ความยาวหางอยู่ที่ราว 60-95 เซนติเมตร

น้ำหนัก

เสือเพศผู้ในสายพันธุ์เสือไซบีเรียซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่ใหญ่ที่สุด อาจจะมีน้ำหนักถึง 300 กิโลกรัม ในขณะที่เพศผู้ของสายพันธุ์ที่เล็กที่สุดนั่นคือเสือสุมาตรา มีน้ำหนักอยู่ที่ประมาณ 100-140 กิโลกรัม ในแต่ละสายพันธุ์ เสือเพศผู้มักจะหนักกว่าเสือเพศเมีย



 
	© WWF Thailand
ขนาดของเสือเมื่อเทียบกับคน
© WWF Thailand
 
	© Eyes on the Forest
รอยเท้าของเสือโคร่งสุมาตราที่พบใกล้กับบริเวณพื้นที่อนุรักษ์
© Eyes on the Forest

จำนวนประชากรเข้าขั้นวิกฤต

แม้ว่าจะไม่มีตัวเลขยืนยันแน่ชัดในจำนวนของเสือโคร่ง แต่มีการประเมินว่าจำนวนเสือโคร่งลดลงถึงร้อยละ 95 ตั้งแต่เข้าสู่ศตวรรษที่ 20 ซึ่งลดลงจาก 100,000 ตัว จนเหลือเพียง 3,200 ตัวเท่านั้น

สายพันธุ์เสือที่สูญพันธุ์ไปแล้วจากโลกนี้ตั้งแต่ยุคปี 1980 ได้แก่ เสือบาหลี, เสือชวา และเสือแคสเปียน

แม้ในประเทศอินเดียที่มีความพยายามรักษาสายพันธุ์ แต่รัฐบาลได้เปิดเผยว่า อาจมีเสือหลงเหลืออยู่ไม่ถึง 1,400 ตัว หากประชากรเสือโคร่งยังคงลดลงเรื่อยๆ การฟื้นฟูจำนวนเสือโคร่งอาจไม่สามารถทำได้อีกต่อไป และเสืออาจเข้าสู่ภาวะสูญพันธุ์
 
	© WWF
แผนภูมิแสดงให้เห็นถึงการลดลงเรื่อยๆของจำนวนประชากรเสือ
© WWF

อาหารของเสือโคร่ง

เสืออยู่บนสุดของห่วงโซ่อาหาร ส่วนใหญ่เสือโคร่งจะกินสัตว์ขนาดใหญ่ อย่างเช่น หมูป่า กวาง เก้งและกระทิง อาหารที่เสือโคร่งโปรดปรานเป็นพืเศษคือ กวางและหมูป่า

สัตว์ขนาดเล็กอย่างเช่น นก บางคราวก็ตกเป็นเหยื่อของเสือโคร่ง เสือโคร่งในบางพื้นที่ยังกินจระเข้ ปลา นก สัตว์เลื้อยคลาน หรือแม้แต่นักล่าด้วยกันเองอย่างเสือดาวและหมี

เมื่อกินเหยื่อจนอิ่มแล้ว เสือจะนำหญ้าหรือเศษใบไม้มาคลุมไว้ แล้วกลับมากินต่อในสองถึงสามวัน

เสือหนึ่งตัวสามารถกินเนื้อได้ถึง 40 กิโลกรัมในหนึ่งครั้ง เสือต้องกินเก้งถึง 3 ตัวต่อสัปดาห์จึงจะพอเพียงต่อความต้องการของร่างกาย ถ้ากินกวาง 1 ตัวอาจอยู่ได้ทั้งสัปดาห์ ถ้าเป็นกระทิง เสืออาจอยู่ได้โดยไม่ต้องล่าเหยื่ออีกภายใน 2 สัปดาห์ ในการล่าเหยื่อแต่ละครั้งเสือโคร่งประสบความสำเร็จเพียงร้อยละ 10 เท่านั้นในขณะที่ต้องสูญเสียพลังงานไปจำนวนไม่น้อย ดังนั้น หากมีเหยื่อขนาดเล็ก เช่น เก้ง เสือโคร่งอาจไม่ได้รับพลังงานมากพอหรือมีสภาพร่างกายที่สมบูรณ์พอที่จะผสมพันธุ์ ยิ่งไปกว่านั้น เสือโคร่งยังมีคู่แข่งที่คอยแย่งอาหารเช่นกัน ได้แก่ หมาใน และเสือดาว เสือดำ ซึ่งต่างก็กินเหยื่อชนิดเดียวกับที่เสือโคร่งกิน ยกเว้น กระทิง ที่มีขนาดใหญ่เกินกว่าที่สัตว์ชนิดอื่นจะกินได้ ดังนั้น ในการที่สังคมสัตว์ผู้ล่าที่ประกอบด้วย เสือโคร่ง เสือดาว เสือดำ และหมาใน จะอาศัยอยู่ร่วมกันได้อย่างยั่งยืน จำเป็นต้องมีสัตว์ที่เป็นเหยื่อหลายชนิด และมีจำนวนมากเพียงพอต่อสัตว์ทั้งหมด
 
	© WWF / Michèle Dépraz
เสืออินเดียนอนอยู่ข้างกวางด่างเหยื่อของมันภายในอุทยานแห่งชาติราชสถานในประเทศอินเดีย
© WWF / Michèle Dépraz
 
	© WWF
แผนที่แสดงตำแหน่งความหนาแน่นของประชากรเสือ
© WWF
สนับสนุน
สนับสนุน