ศูนย์ศึกษาธรรมชาติและระบบนิเวศเกษตร

Nature and Agriculture Educaation Centre
ศูนย์ศึกษาธรรมชาติและระบบนิเวศเกษตร / ©: WWF Thailand_naec
Nature and Agriculture Educaation Centre ศูนย์ศึกษาธรรมชาติและระบบนิเวศเกษตร
© WWF Thailand_naec
ศูนย์ศึกษาธรรมชาติและระบบนิเวศเกษตรเป็นศูนย์ศึกษาธรรมชาติแห่งที่สองของ WWF ประเทศไทย
รองจากศูนย์ศึกษาธรรมชาติกองทัพบก(บางปู) เฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา มหาราชินีซึ่งเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำชายฝั่งทะเลใกล้ปากแม่น้ำเจ้าพระยาและศูนย์ศึกษาธรรมชาติและระบบนิเวศเกษตรเป็นศูนย์การเรียนรู้ด้านธรรมชาติในระบบนิเวศที่ราบลุ่มภาคกลางของไทยบนเนื้อที่ 80 ไร่ ของพิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ จ.ปทุมธานี เป็นโครงการความร่วมมือระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ บริษัท ไทยบริดจสโตน จำกัด และ WWF ประเทศไทย
 
โดยวางแผนการดำเนินกิจกรรมที่จะสามารถสนองต่อกระแสพระราชดำรัสด้านการศึกษาซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงแสดงไว้ดังนี้
 
กลับหน้าหลัก EE / ©: WWF Thailand
กลับหน้าหลัก EE
© WWF Thailand

EE Home

ภาพวันวาน

ลักษณะของการศึกษา หรือการเรียนรู้นั้นมีอยู่สามลักษณะได้แก่ เรียนรู้ตามความคิดของผู้อื่นอย่างหนึ่ง เรียนรู้ด้วยการขบคิดพิจารณาตนเองให้เห็นเหตุผลอย่างหนึ่ง กับเรียนรู้จากการปฏิบัติฝึกฝนจนประจักษ์ผล และเกิดความคล่องแคล่วชำนาญอีกอย่างหนึ่ง การเรียนรู้ทั้งสามลักษณะนี้ จำเป็นต้องกระทำไปด้วยกันให้สอดคล้อง และอุดหนุนส่งเสริมกันจึงจะช่วยให้เกิดความรู้จริงพร้อมทั้งความสามารถที่จะนำมาใช้ทำการต่างๆ อย่างมีประสิทธิภาพได้

พระราชดำรัส พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ( 25 มิถุนายน 2524)

โครงการนักสำรวจแห่งท้องทุ่ง
Green young Investigator / ©: WWF_Th_naec
โครงการนักสำรวจแห่งท้องทุ่ง Green young Investigator
© WWF_Th_naec
การทำงานของศูนย์ฯ เกษตร ตั้งอยู่บนหลักการที่ว่า “การอนุรักษ์ที่จะประสบความสำเร็จได้นั้น ย่อมเกิดจากระบบการศึกษาที่สอนให้นักเรียนตระหนักถึงความเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อมที่มีอยู่ในปัจจุบันได้”
นอกจากนี้สิ่งแวดล้อมศึกษายังเน้นย้ำให้เรารู้ว่า มนุษย์ไม่ใช่สิ่งมีชีวิตที่ยืนอยู่อย่างโดดเดี่ยว หากแต่เป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศทั้งระบบ ดังนั้นความเปลี่ยนแปลงทุกอย่างบนโลกใบนี้ล้วนส่งผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตทุกชนิดบนโลก เมื่อเยาวชนเกิดความตระหนักในคุณค่าของทรัพยากรธรรมชาติ ก็จะเกิดความกระตือรือร้นที่จะช่วยกันอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติมากขึ้นเช่นเดียวกัน
 
ดังนั้นศูนย์ศึกษาธรรมชาติและระบบนิเวศเกษตรจึงเสมือนหนึ่งเป็นตัวแทนของระบบนิเวศที่ราบลุ่มภาคกลาง ประกอบด้วยพื้นที่ซึ่งแสดงถึงความหลากหลายทางชีวภาพที่เหมาะต่อการจัดกิจกรรมเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้วิถีชีวิตดั้งเดิม ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น ความหลากหลายและความสวยงามทางธรรมชาติ การอนุรักษ์และฟื้นฟูระบบนิเวศท้องถิ่น โดยการมีการเรียนรู้ที่ผ่านประสบการณ์จริง ใช้หลักสูตรที่ผสมผสานองค์ความรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่น และการศึกษาวิจัยด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์
การจัดตั้ง “ ศูนย์ศึกษาธรรมชาติและระบบนิเวศเกษตร ” จะเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาการจัดการศึกษา มีบทบาทในการสนับสนุน ส่งเสริมกระบวนการพัฒนาการจัดการเรียนรู้ด้านสิ่งแวดล้อมที่เน้นการจัดการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ตรง (Experiential Learning) การสอนแบบนักเรียนเป็นศูนย์กลาง (Student Centered) หรือผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง (Learner Centered) เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ระบบนิเวศเกษตร ควบคู่ไปกับการเรียนรู้ที่จะอยู่กับธรรมชาติอย่างสมดุลในพื้นที่ราบลุ่มภาคกลาง เกิดเป็นความตระหนักที่จะร่วมกันอนุรักษ์ทรัพยากรความหลากหลายทางชีวภาพ ให้เอื้อประโยชน์ทั้งต่อการพัฒนา และการอนุรักษ์ได้อย่างสมดุลในการที่จะนำไปสู่หลักการบริหารจัดการและการพัฒนาอย่างยั่งยืน ( Sustainable Development )

สำรวจพื้นที่...บางสิ่งที่ซ่อนอยู่ ณ ที่แห่งนี้

บริเวณที่ตั้งศูนย์ศึกษาธรรมชาติและระบบนิเวศเกษตรภายในพิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติฯ / ©: WWF  Thailand
บริเวณที่ตั้งศูนย์ศึกษาธรรมชาติและระบบนิเวศเกษตรภายในพิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติฯ
© WWF Thailand
ศักยภาพของผืนดินนี้ กำลังถูกค้นหา เมื่อทีมงานต่างเล็งเห็นความสำคัญ ใช่แล้ว...พื้นที่ชุ่มน้ำแห่งที่ราบลุ่มภาคกลาง เอ...แล้วลักษณะทางกายภาพของพื้นที่นี้เป็นอย่างไร กระบวนการตรวจสอบจึงเกิดขึ้น

 ทีมงานได้รับภารกิจพิชิตความเป็นไปได้ของพื้นที่บริเวณรายรอบกลุ่มอาคารพิพิธภัณฑ์ฯ เนื้อที่ 80 ไร่  แสดงให้เห็นผ่านทางดัชนีความอุดมสมบูรณ์ทางนิเวศ มีลักษณะเป็นทุ่งโล่ง และทุ่งหญ้าสลับป่าละเมาะที่กำลังฟื้นตัว มีระบบคลองชลประทาน บึงน้ำมีน้ำตลอดปี และพื้นที่บางส่วนจะมีน้ำท่วมขังเฉพาะในช่วงฤดูฝน อันเป็นลักษณะที่คล้ายคลึงกับระบบนิเวศที่ราบลุ่มภาคกลาง และต่อเนื่องกับพื้นที่แปลงนาทดลองพันธุ์ข้าว สำหรับสภาพของดินและน้ำมีค่าความเป็นกรดถึง 3 กว่า ไม่ธรรมดาเลย แต่จุดแข็งก็มีเมื่อเราพบว่า บริเวณนี้เป็นแหล่งอนุบาลลูกนกอพยพ เช่น นกแอ่นทุ่งใหญ่ (Oriental pratincole, Glareola maldivarum ) ซึ่งอพยพมาเพื่อผสมพันธุ์ (Breeding visitor) นกกระจาบทอง (Asian golden weaver, Ploceus hypoxanthus ) ที่มีสถานภาพน่าเป็นห่วงต่อการสูญพันธุ์ (Near threatened: IUCN 2004) และนกอื่นๆกว่า 200 ชนิด ได้แก่ นกประจำถิ่นจำพวก นกปากห่าง นกตบยุงเล็ก นกตบยุงหางยาว เป็นต้น

 
สำหรับในบึงน้ำ ยังสามารถพบปลาซิวหนู ( Boraras urophthalmoides ) ปลาตัวเล็กที่มีถิ่นที่อยู่อาศัยค่อนข้างเฉพาะเจาะจง พบตามแหล่งน้ำนิ่งเป็นกรดเล็กน้อย มีหญ้า และพืชน้ำหนาแน่น ซึ่งเป็นองค์ประกอบที่สำคัญต่อการรักษาสมดุลธรรมชาติและระบบนิเวศในพื้นที่ราบลุ่มภาคกลาง 
 
และใช่ว่าจะมีแต่นกและปลาเพียงอย่างเดียว เมื่อวันหนึ่งเราพบร่องรอยขี้ชะมดเช็ด สิ่งมีชีวิตที่หายากในภาคกลาง ก็มีเช่นกัน 
 
จากการสำรวจแสดงว่าพื้นที่นี้มีเสน่ห์ และความน่าสนใจอยู่ไม่น้อย หากมีการฟื้นฟูให้เป็นแห่ลงเรียนรู้ เชื่อว่าสัตว์น้อยใหญ่ต้องมีเพิ่มขึ้นแน่นอน ที่สำคัญผู้คนที่อยู่โดยรอบโดยเฉพาะเยาวชนกำลังมีฐานทรัพยากรธรรมชาติที่มีค่าเกิดขึ้นในบ้านของพวกเขา 
 
ด้วยศักยภาพของพื้นที่ที่จะพัฒนาได้...เราจึงเลือกที่นี่เป็นฐานกำลัง เพื่อสร้างหนทางแห่งการอนุรักษ์และการเรียนรู้อย่างยั่งยืนต่อไป

จากผืนดินดูไร้ค่า...
พลิกฟื้นมาเป็นศูนย์ศึกษาธรรมชาติและระบบนิเวศเกษตร
From Useless Land to Nature and Agriculture Education Centre
 
จากพื้นที่โล่งไถเกลี่ยหน้าดิน ใช้ทำเป็นลานจอดรถเนื่องในวันเด็กปีละครั้ง....
กำลังจะเปลี่ยนไป เพราะคุณค่าที่แท้จริงมีมากกว่าเพียงแค่ลานจอดรถกว้าง....

เปิดตัว...ศูนย์ศึกษาธรรมชาติและระบบนิเวศเกษตร

22 พฤศจิกายน 2549 ศ.ดร. ธีระ สูตะบุตร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และนายธิติวุธ คชสารศีล รักษาการผู้อำนวยการ WWF ประเทศไทยในขณะนั้น ร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือดำเนินโครงการ “ศูนย์ศึกษาธรรมชาติและระบบนิเวศเกษตร” บนพื้นที่ 80 ไร่ ณ พิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ จ.ปทุมธานี
เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้เรียนรู้ทางการเกษตรและธรรมชาติ ของระบบนิเวศที่ราบลุ่มภาคกลาง โดยได้รับงบประมาณสนับสนุนโครงการทั้งหมดจาก บริษัท ไทยบริดจสโตน จำกัด
 
โดยพิธีเปิดอย่างเป็นทางการจัดขึ้น วันที่ 30 มีนาคม 2550  ได้รับเกียรติจาก ศ.ดร.ธีระ สูตะบุตร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานร่วมกับ ดร.สิทธิพร จิระพันธุ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรฯ รศ.ดร.ใจสคราญ  หิรัญพฤกษ์ ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติฯ ในขณะนั้น รวมทั้งนายชินอิจิ ซาโตะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทยบริดจสโตน จำกัด

บริษัท ไทยบริดจสโตน จำกัด...กับโครงการอันยิ่งใหญ่

หลายสิ่งที่คิดไว้อาจเกิดขึ้นไม่ได้ ผู้สนับสนุนคือ “น้ำหล่อเลี้ยง”ทำให้สิ่งที่เป็นไปไม่ได้ สามารถก่อตัวขึ้น
 เมื่อบริษัทไทยบริดจสโตน จำกัด เชื่อมั่นว่าสิ่งที่เราคิดคือประโยชน์อันมีค่านัก ความฝันที่จะมีป่าแห่งที่ราบลุ่มภาคกลาง เป็นทั้งศูนย์ศึกษาธรรมชาติและระบบนิเวศเกษตรคงไม่ไกลเกินเอื้อม อีกต่อไป การประชุมและปรึกษาหารือจึงเกิดขึ้น ทุกท่านต้องสำรวจพื้นที่และลงความเห็นร่วมกัน นับเป็นคำสัญญาที่ยิ่งใหญ่และน่านับถือนัก ทั้งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ บริษัท ไทยบริดจสโตน จำกัด และ WWF ประเทศไทย
และนี่คือที่มาของศูนย์ศึกษาธรรมชาติแห่งนี้...

หลักสูตร

 แผนงานหลักของศูนย์ศึกษาธรรมชาติและระบบนิเวศเกษตร มุ่งเน้นในการพัฒนาหลักสูตรและกิจกรรมสิ่งแวดล้อมศึกษาที่สามารถบูรณาการเพื่อการจัดการเรียนรู้ในระดับ โรงเรียนและชุมชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยจัดประมวลเป็นหลักสูตรการเรียนรู้ภายในโครงการประกอบด้วย
  • หลักสูตรการพัฒนาศักยภาพในการทำงานร่วมกัน  
  • หลักสูตรการศึกษาความหลากหลายของสัตว์ในที่ราบลุ่มภาคกลาง
  • หลักสูตรการศึกษาคุณภาพน้ำ และผลกระทบจากการใช้ประโยชน์ในพื้นที่ราบลุ่ม
  • หลักสูตรการเรียนรู้ระบบนิเวศป่าที่ราบลุ่มภาคกลาง
  • หลักสูตรการศึกษาระบบนิเวศบึงน้ำ และระบบนิเวศพื้นที่ชุ่มน้ำ
  • หลักสูตรการศึกษาคุณภาพดิน และผลกระทบจากการใช้ประโยชน์ในพื้นที่ราบลุ่ม
  • หลักสูตรการศึกษาความหลากหลายพรรณพืชในที่ราบลุ่มภาคกลาง
  • หลักสูตรการศึกษาระบบนิเวศเกษตร เกษตรยั่งยืน เกษตรทฤษฎีใหม่

หมายเหตุ

ศูนย์ศึกษาธรรมชาติและระบบนิเวศเกษตร เดิมชื่อ ศูนย์ศึกษาธรรมชาติรังสิต อันเกิดจากความร่วมมือของ 3 ฝ่าย อันได้แก่ สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (AIT), บริษัท ไทยบริดจสโตน จำกัด และ องค์การกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล สำนักงานประเทศไทย (WWF Thailand) ต่อมาได้ย้ายสถานที่จากสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (AIT) มาเป็นพิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ จึงได้เปลี่ยนชื่อเป็น "ศูนย์ศึกษาธรรมชาติและระบบนิเวศเกษตร"

Download จดหมายข่าวเรารักษ์ทุ่ง