ธนาคารและนักลงทุนความคืบหน้าในเรื่องมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล | WWF

ธนาคารและนักลงทุนความคืบหน้าในเรื่องมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล



Posted on 15 September 2015
ธนาคารและนักลงทุนในภูมิภาคอาเซียนยังไม่มีความคืบหน้าในเรื่องมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล
© WWF-Thailand
รายงานของกองทุนสัตว์ป่าโลกพบช่องว่างที่น่าตกใจระหว่างสถาบันการเงินของภูมิภาคอาเซียนกับมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) ที่สถาบันการเงินระหว่างประเทศใช้กันอยู่ นอกจากนี้  กองทุนสัตว์ป่าโลก หรือ WWF International ยังรายงานถึงสิ่งที่คล้ายคลึงกันที่ขาดหายไประหว่างข้อบังคับทางการเงินในภูมิภาคว่าด้วยแนวทางในการให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบกับข้อกำหนดให้มีการเปิดเผยข้อมูลเรื่องความยั่งยืนของธุรกิจ  เมื่อเปรียบเทียบกับข้อบังคับและข้อกำหนดของสถาบันการเงินแบบเดียวกันในบราซิล จีน อัฟริกาใต้และฮ่องกง
 
รายงานของกองทุนสัตว์ป่าโลกซึ่งเผยแพร่ในการประชุมเรื่องทรัพยากรที่ยั่งยืนของโลกของสถาบันกิจการระหว่างประเทศแห่งสิงคโปร์ประเมินว่าขณะนี้ผู้ให้บริการด้านเงินทุนในภูมิภาคคำนึงถึงประเด็นความยั่งยืนในกิจกรรมการให้สินเชื่อและการลงทุนของตนในระดับใด   รายงานฉบับนี้ยืนยันอย่างหนักแน่นว่าสถาบันการเงินในภูมิภาคต้องดำเนินการเพื่อผลประโยชน์ในระยะยาวของตนเองและนำแนวปฏิบัติ ESG ไปดำเนินการโดยด่วน  นอกจากนี้ยังเรียกร้องให้หน่วยงานกำกับดูแลทั่วอาเซียนออกแนวทางการทำธุรกิจธนาคารอย่างยั่งยืนและข้อกำหนดการเปิดเผยเรื่องความยั่งยืนของธุรกิจที่มีผลบังคับมากขึ้น
 
“มีหลักฐานมากมายทั่วเอเชียที่ชี้ว่าประเด็นสิ่งแวดล้อมและสังคมทำให้การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและเสถียรภาพทางสังคมมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น“ จีนนี่ แสตมป์ (Jeanne Stampe)  ซึ่งร่วมเขียนรายงานฉบับนี้และเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินและสินค้าโภคภัณฑ์ของกองทุนสัตว์ป่าโลกประจำเอเชียอธิบาย  “ธนาคารระดับโลกและนักลงทุนสถาบันระหว่างประเทศได้เริ่มพิจารณาประเด็นต่างๆ เหล่านี้ในกระบวนการตัดสินใจเรื่องการให้สินเชื่อและการลงทุน  นอกจากนี้หน่วยงานกำกับดูแลระดับโลกยังได้ให้กรอบในการกำกับดูแลเพื่อสนับสนุนเรื่องนี้  ถึงเวลาแล้วที่สถาบันการเงินต่างๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และหน่วยงานกำกับดูแลจะแสดงบทบาทของตน”
 
เพื่อสนับสนุนข้อเรียกร้องให้มีปฏิบัติการดังกล่าว  รายงานฉบับนี้ได้นำเสนอความเสี่ยงผ่านกรณีตัวอย่างที่สำคัญยิ่งของการตัดไม้เพื่อการค้าและการทำสวนป่าปาล์มน้ำมันและเยื่อกระดาษ  อุตสาหกรรมเหล่านี้ไม่เพียงมีส่วนอย่างสำคัญต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของภูมิภาคแต่ยังเชื่อมโยงกับการทำลายป่าเขตร้อนที่สำคัญของโลกและทำให้เกิดหมอกควันประจำปีทั่วภูมิภาค
 
งานวิจัยเรื่อง การเงินที่ยั่งยืนในสิงคโปร์ อินโดนีเซียและมาเลเซีย : การทบทวนแนวปฏิบัติ ESG ของสถาบันการเงิน  มาตรฐานและกฎเกณฑ์ต่างๆ ในการเปิดเผยข้อมูล  ใช้ข้อมูลที่สถาบันการเงินที่สำคัญเผยแพร่ต่อสาธารณชน   สถาบันการเงินดังกล่าวนี้รวมถึงธนาคารต่างๆ เช่น ดีบีเอส (DBS), ซีไอเอ็มบี (CIMB) และธนาคารเนการาอินโดนีเซีย (Bank Negara Indonesia) รวมทั้งนักลงทุนต่างๆ เช่น เทมาเส็ก (Temasek), อีพีเอฟ (EPF) และพีเอ็นบี (PNB)
 
รายงานฉบับนี้เน้นย้ำว่าธนาคารต่างๆ ควรใช้ ESG เพื่อปรับปรุงให้การบริหารจัดการความเสี่ยงในการให้สินเชื่อดีขึ้น  ลดความเสี่ยงที่จะทำให้เสียชื่อเสียง  ทำให้ความสัมพันธ์กับลูกค้าดีขึ้น  และสร้างผลิตภัณฑ์การเงินใหม่ๆ     ESG สามารถช่วยให้นักลงทุนได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนเนื่องจากการบริหารจัดการ ESG ที่ดีในระดับของบริษัทที่เข้าไปลงทุนนั้นเชื่อมโยงกับแนวปฏิบัติในการดำเนินงานและราคาหุ้นที่ดีขึ้น ยิ่งไปกว่านั้น การดำเนินงานของสถาบันการเงินทุกแห่งยังเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจ  ทำให้สถาบันเหล่านี้มีผลประโยชน์แฝงที่จะต้องแก้ปัญหาความเสี่ยงอย่างเป็นระบบ เช่น การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งมีผลกระทบต่อหลักทรัพย์ทั้งหมดของสถาบัน  และเนื่องจากการตัดไม้ทำลายป่าและความเสื่อมโทรมของป่ามีส่วนอย่างสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สถาบันการเงินต่างๆ จึงควรจัดให้ประเด็นเหล่านี้เป็นวาระสำคัญ
 
“เพื่อสุขภาพของเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ผู้มีอำนาจในการออกนโยบายควรบูรณาการประเด็นการพัฒนาอย่างยั่งยืนไว้ในนโยบายตลาดทุนและตลาดสินเชื่อ”  สตีฟ เวย์กูด (Steve Waygood) ซึ่งเป็นหัวหน้าด้านการลงทุนอย่างรับผิดชอบของบริษัทอะวีวาอินเวสต์เตอร์ (Aviva Investors) กล่าว “แต่ยังมีขั้นตอนอีกมากที่ธนาคารและนักลงทุนสามารถทำได้เลยแม้จะยังไม่มีกฎระเบียบใดๆ เพื่อเป็นหลักประกันว่าการลงทุนและการให้สินเชื่อของตนนั้นจะคำนึงถึงความเสี่ยงเรื่องความยั่งยืนและโอกาสต่างๆ ของธุรกิจ  รวมทั้งการตั้งรับปรับตัวเมื่อเผชิญกับวิกฤตและการเปลี่ยนแปลงเรื่องกฎระเบียบต่างๆ ซึ่งจะเกิดขึ้นในไม่ช้า
 
ความล่าช้าของธนาคารอาเซียน
รายงานฉบับนี้พบว่าธนาคารและนักลงทุนในภูมิภาคอาเซียนยังไม่มีความคืบหน้าในประเด็น ESG  ตัวอย่างเช่น  จากการวิเคราะห์มีธนาคารเพียง 4 ใน 18 แห่งเท่านั้นที่เปิดเผยเรื่องการใช้ ESG เป็นเครื่องมือในกระบวนการให้สินเชื่อ  และในจำนวนนี้มีเพียงแห่งเดียวเท่านั้นที่มีนโยบายเรื่องภาคป่าไม้   และมีนักลงทุนเพียง 2 ใน 12 รายเท่านั้นที่เปิดเผยเรื่องนโยบายบรรษัทภิบาล ซึ่งในจำนวนนี้มีเพียงนโยบายเดียวเท่านั้นที่กล่าวถึงความคาดหวังให้บริษัทที่เข้าไปลงทุนมี ESG  โดยตรง
 
ระดับการบูรณาการ ESG ในธนาคารภายในภูมิภาคที่ต่ำแสดงให้เห็นถึงความจำเป็นที่หน่วยงานกำกับดูแลจะต้องออกสินเชื่อ “เขียว” หรือแนวทางในการทำธุรกิจธนาคารอย่างยั่งยืนและ/หรือกำหนดให้ต้องมีการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม (ESIA) ก่อนการเบิกจ่ายเงินกู้ดังที่ทำกันในจีนและบราซิล   การปฏิบัติตาม ESG ในระดับต่ำของนักลงทุนชี้ให้เห็นว่าหน่วยงานกำกับดูแลมีบทบาทที่จะต้องสนับสนุนให้มีกฎหมายการกำกับดูแลที่ส่งเสริมแนวปฏิบัติเรื่องการลงทุนอย่างรับผิดชอบ
 
สิ่งที่สำคัญคือ รายงานฉบับนี้พบว่าในขณะที่มีกรณีตัวอย่างชัดเจนเรื่องการผลิตอย่างยั่งยืน แต่มีบริษัทเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่เปิดเผยนโยบายและแนวปฏิบัติของตน ตัวอย่างเช่น มีเพียงร้อยละ 26 ของบริษัททำไม้กับบริษัทเยื่อและกระดาษเท่านั้นที่เปิดเผยว่าอุปทานของบริษัทมีที่มาถูกต้องตามกฎหมาย แม้ว่าตลาดอียูและสหรัฐซึ่งเป็นตลาดสำคัญจะกำหนดให้ต้องเปิดเผยข้อมูลดังกล่าวก็ตาม  ในทำนองเดียวกัน มีบริษัทน้ำมันปาล์มเพียงร้อยละ 19 เท่านั้นที่เปิดเผยเกี่ยวกับเป้าหมายเรื่องกำหนดระยะเวลาในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก  ซึ่งเป็นการละเลยอย่างโจ่งแจ้งของอุตสาหกรรมที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความพยายามในการต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอันเป็นผลมาจากการตัดไม้ทำลายป่าและการปลูกพืชในป่าพรุที่มีความเปราะบางต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทั้งยังเสี่ยงต่อการถูกตรวจสอบว่าไม่ปฏิบัติตามกฎระเบียบ  การเปิดเผยข้อมูลที่ไม่ดีพอนี้เป็นส่วนหนึ่งของการเชื่อมโยงกับข้อเท็จจริงที่ว่าข้อกำหนดการเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับ ประเด็น ESG ของตลาดหลักทรัพย์ในทั้ง 3 ประเทศมีลักษณะทั่วไปมากเกินไป  ดังนั้น รายงานฉบับนี้จึงเรียกร้องให้หน่วยงานกำกับดูแลกำหนดให้ต้องเปิดเผยข้อมูลทางสถิติ ดังที่ทำกันในฮ่องกงและให้แนวทางในการปฏิบัติของภาคเศรษฐกิจนี้โดยละเอียด
 
ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของโครงการตลาดยั่งยืน (Market Transformation Initiative) กองทุนสัตว์ป่าโลกกำลังทำงานกับห่วงโซ่อุปทานของสินค้าโภคภัณฑ์สำคัญที่มนุษย์ผลิตขึ้น และผู้มีบทบาททางการเงินเพื่อแสดงให้เห็นว่าการผลิตสินค้าโภคภัณฑ์ในราคาที่หาซื้อได้และมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคมน้อยลงรวมทั้งวัดได้จริงนั้นเป็นสิ่งที่สามารถทำได้   จากรายงานฉบับนี้  กองทุนสัตว์ป่าโลกได้เรียกร้องให้ธนาคาร นักลงทุน และบริษัทในภูมิภาคยอมรับแนวปฏิบัติ ESG โดยใช้กรอบที่มีโครงสร้างชัดเจน  เพื่อความโปร่งใสและรายงานความก้าวหน้าในเรื่องนี้  รวมทั้งเข้าร่วมในโครงการผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลายฝ่าย เช่น  แผนการให้ใบรับรอง (แบบสมัครใจ) หรือเวทีความร่วมมือของภาคอุตสาหกรรม เพื่อจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับแนวปฏิบัติในการบริหารจัดการที่ดีที่สุดและได้รับการสนับสนุนจากผู้ที่อยู่ในแวดวงเดียวกัน   สุดท้าย กองทุนสัตว์ป่าโลกเรียกร้องให้หน่วยงานกำกับดูแลวางแนวทางระดับชาติเรื่องการบูรณาการ ESG สำหรับธนาคารและออกมาตรฐานที่กำหนดให้บริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ต้องทำรายงานในเรื่องนี้
ธนาคารและนักลงทุนในภูมิภาคอาเซียนยังไม่มีความคืบหน้าในเรื่องมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล
© WWF-Thailand Enlarge
ธนาคารและนักลงทุนในภูมิภาคอาเซียนยังไม่มีความคืบหน้าในเรื่องมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล
© WWF-Thailand Enlarge
ธนาคารและนักลงทุนในภูมิภาคอาเซียนยังไม่มีความคืบหน้าในเรื่องมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล
© WWF-Thailand Enlarge
ธนาคารและนักลงทุนในภูมิภาคอาเซียนยังไม่มีความคืบหน้าในเรื่องมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล
© WWF-Thailand Enlarge
สนับสนุน
สนับสนุน