“นายกฯ ขยะเมืองสุราษฎร์” | WWF

“นายกฯ ขยะเมืองสุราษฎร์” ชายผู้เชื่อในพลังของการคัดแยกขยะพลาสติก

Plastic Smart cities 2020_Mr.Dum
© WWF-Thailand

“การแยกขยะมีพลังมหาศาล มันเปลี่ยนแปลงสังคมได้”

ลภน เผือกเดช หรือ พี่ดำ เป็นผู้ริเริ่มการคัดแยกขยะ โดยเฉพาะขยะพลาสติกในชุมชนวัดโพธาวาส เทศบาลนครสุราษฎร์ธานี เขารู้ว่า ชิ้นส่วนไหนของขยะแต่ละประเภทสามารถเปลี่ยนเป็นเม็ดเงินได้ และเขาภูมิใจที่ได้รับการขนานนามจากชาวบ้านให้เป็น “นายกฯ ขยะแห่งเมืองสุราษฎร์”

พี่ดำเริ่มกิจกรรมคัดแยกขยะในปี 2549 และต้องพบเจออุปสรรคมากมาย เช่น การถูกตำหนิจากชาวบ้าน เพราะกลิ่นเหม็นจากกองขยะ จนเขาต้องย้ายแหล่งคัดแยกขยะให้อยู่ห่างไกลชุมชนมากขึ้น เส้นทางการทำงานของข้าราชการเกษียณอายุอย่างเขา จนถึงวันนี้ พี่ดำในวัย 65 ปี ได้รับการยอมรับจากชาวบ้าน จนก้าวขึ้นมาทำหน้าที่ประธานชุมชนยาวนานต่อเนื่อง 16 ปี และเป็นแกนนำหลักที่ทำให้ชาวชุมชนวัดโพธิวาส รู้จักมองหาประโยชน์จากการคัดแยกขยะทุกประเภท รวมทั้งขยะพลาสติก

ทุกสัปดาห์ พี่ดำจะขับรถกระบะคันเก่าตั้งแต่ฟ้ายังไม่ทันสว่างดี ตระเวนไปตามบ้านแต่ละหลัง ร้านค้า ร้านกาแฟ และอพาร์ทเม้นท์ในชุมชนวัดโพธาวาส เพื่อเก็บขยะทุกชิ้นที่ชาวบ้านต้องการขายหรือบริจาค เริ่มตั้งแต่ขยะพลาสติกขนาดเล็ก อาทิ ขวดน้ำ กระป๋องเบียร์ ไปจนถึงเก้าอี้พลาสติก พัดลมขนาด 16 นิ้ว และรถหัดเดินสำหรับเด็กเล็ก กว่าจะถึงจุดหมายสุดท้าย ก็เกือบพลบค่ำแทบทุกครั้ง

“ตอนนี้ พี่น้องขายขยะอยู่กับผมทั้งหมด 366 หลังคาเรือน และบริจาคให้ผม 64 หลังคาเรือน”

เฉพาะขยะประเภทพลาสติกอย่างเดียว พี่ดำสามารถขายขวดและถุงพลาสติกได้เฉลี่ยมากถึง 900 กิโลกรัมต่อเดือน

หลังกลับจากการลงพื้นที่ทุกครั้ง พี่ดำจะจดรายละเอียดทุกอย่างเก็บไว้เสมอ ทั้งวันลงพื้นที่ จำนวนขยะที่เก็บจากแต่ละบ้านในแต่ละครั้ง รวมถึงจำนวนเงินที่จ่ายให้ชาวบ้าน รวมถึงการรันเลขที่สมาชิกผู้ที่ขายขยะพลาสติกให้ตนเอง

“จากที่เขาคิดว่า ขยะเป็นสิ่งสกปรก ขยะคือสิ่งไม่มีค่า ตอนนี้ เขารู้แล้วว่า ขยะสามารถเป็นทรัพย์สมบัติได้ เปลี่ยนเป็นเงินได้มหาศาล วันแรกที่ผมรวบรวมเอาขยะจากชาวบ้านในชุมชนไปขาย วันเดียวผมได้ 170,000 บาท”

พี่ดำนำกำไรจากการขายขยะมาหมุนใช้เป็นสวัสดิการให้ชุมชน เช่น การมอบทุนการศึกษาให้นักเรียน 1,000 บาท จำนวน 30 ทุนต่อปี รวมถึงการเผาศพฟรีให้กับคนในชุมชน

ใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส ท่าทางกระฉับกระเฉงไม่ว่าจะออกแรงไปเก็บขยะตามซอกซอยไหน และการพูดคุยสื่อสารกับชุมชนเรื่องการคัดแยกขยะผ่านวิทยุชุมชนเป็นเวลาหนึ่งเดือนเต็มอย่างสม่ำเสมอ ทำให้ผู้คนเริ่มหันมาสนใจสิ่งที่เขากำลังทำ

“อย่ามองว่าขยะสกปรก อย่ามองว่าพี่ลำบาก พี่มีความสุขนะ เพราะพี่มองขยะเป็นเงินทอง”

ในปี 2562 มีขยะเกิดขึ้นจาก 70 ชุมชมในพื้นที่เขตเทศบาลทั้งหมด 67,525 ตัน แต่มีขยะเพียงแค่ 15,184 ตันที่ได้รับการคัดแยก และนำกลับเข้าสู่ระบบรีไซเคิล

ชุมชนวัดโพธาวาสเป็นหนึ่งในไม่กี่ชุมชนที่มีการกำจัดและจัดการขยะโดยมีผู้ดูแลอย่างเป็นระบบมากที่สุดของเทศบาลนครสุราษฎร์ธานี ควบคู่ไปกับโครงการเปลี่ยนขยะเป็นสินค้า เช่น ไข่ไก่ และผงซักฟอก ของหน่วยงานรัฐในพื้นที่ที่ต้องการส่งเสริมให้คนในชุมชนเห็นคุณค่าของขยะกันมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม การคัดแยกและขายขยะประเภท ‘พลาสติกยืดได้’ ในเทศบาลนครสุราษฏร์ธานียังคงเป็นอุปสรรค เนื่องจากมีผู้รับซื้อเพียงรายเดียว และคนส่วนใหญ่ยังไม่ทราบว่า ถุงหูหิ้ว ถุงพลาสติก หรือ ผลิตภัณฑ์ที่เป็นฟิล์มพลาสติกหุ้มบรรจุภัณฑ์ต่างๆ สามารถนำกลับเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลได้

ราคาขายต่ำนับเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ชาวบ้านไม่นิยมเก็บพลาสติกยืด และหากต้องการขายให้ได้ราคาดี ก็ต้องรวบรวมจำนวนพลาสติกให้ได้จำนวนมาก เพราะถุงแต่ละใบมีน้ำหนักเบามาก ความยุ่งยากในการคัดแยกและผลตอบแทนต่ำ ทำให้พลาสติกประเภทนี้มักจบลงในหลุมฝังกลบ หรือรั่วไหลลงสู่ทะเล

 

เทศบาลนครสุราษฏร์ธานีจึงยกระดับการบริหารจัดการขยะพลาสติกยืด ด้วยการจับมือร่วมกับโครงการเมืองปลอดมลภาวะจากขยะพลาสติก (Plastic Smart Cities) ภายใต้องค์การกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล ประจำประเทศไทย (WWF ประเทศไทย) และโครงการบริหารจัดการพลาสติกยืดสู่กระบวนการรีไซเคิลอย่างยั่งยืน หรือ “วน” เพื่อนำร่องจัดการขยะพลาสติกยืด ซึ่งมีปริมาณมากที่สุดเป็นอันดับ 2 รองมาจากขยะอินทรีย์ที่เกิดขึ้นจากเศษอาหารเหลือทิ้ง

เพื่อสนับสนุนให้กลไกการจัดการขยะพลาสติกยืดเข้าสู่กระบวนการหมุนเวียนหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) WWF ประเทศไทยได้ส่งมอบเครื่องอัดขยะพลาสติก จำนวน 1 เครื่องห้กับเทศบาลนครสุราษฎร์ธานี เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2563 เพื่อใช้ในกระบวนการตั้งต้นในการนำถุงพลาสติกยืดมาอัดเป็นก้อน ลดปัญหาต้นทุนการขนส่งที่ไม่คุ้มกับราคาขาย พร้อมส่งขายต่อให้กับโครงการ “วน” ซึ่งมีโรงงานตั้งอยู่ในอำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม อย่างง่ายดายมากขึ้น

ภาพความเข้มแข็งของชุมชนวัดโพธาวาส และการสร้างเครือข่ายพันธมิตรของเทศบาลเมืองสุราษฎร์ธานีในการกำจัดและนำขยะเข้าสู่ระบบรีไซเคิล ทำให้พื้นที่นี้กลายเป็นเมืองต้นแบบปลอดมลภาวะขยะพลาสติก ตามแผนการทำงานของ WWF ที่ได้ตั้งเป้าลดขยะพลาสติกลงทะเลให้ได้ร้อยละ 30 ในอีก 2 ปีข้างหน้า

ถึงแม้ว่า การเปลี่ยนให้ทุกคนหันมาคัดแยกขยะพลาสติกเพื่อให้เกิดการนำกลับมาใช้ใหม่นะเป็นงานท้าทาย แต่พี่ดำเชื่อมั่นว่า มันกำลังเกิดขึ้นแล้วในเทศบาลนครสุราษฎร์ธานี

อมรศรี รักเหล็ก หนึ่งในชาวบ้านวัยเกษียณที่หันมาปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้พลาสติก ยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า มีความจริงหลายเรื่องเกี่ยวกับพลาสติกที่เธอไม่เคยรู้

“ไม่รู้เลยว่า พลาสติกจะกลายมาเป็นมลพิษได้ และก็ไม่เคยรู้เหมือนกันว่า พวกถุงหูหิ้วที่ใช้กันทุกวัน เอากลับมารีไซเคิลได้”

ทุกวันนี้ พี่อมรศรีไม่เพียงแต่ขายขยะให้กับพี่ดำเท่านั้น แต่ยังเลือกเก็บและบริจาคถุงพลาสติกยืดทุกเดือน แทนการทิ้งสะเปะสะปะอย่างที่เคยทำมา

พี่อมรศรีมองว่า ปัญหาขยะพลาสติกจะดูเล็กลง เมื่อคนตัวเล็กๆ อย่างเธอ และทุกคนในชุมชนลงมือสร้างความเปลี่ยนแปลง โดยเริ่มจากการเปลี่ยนทัศคติที่มีต่อขยะพลาสติก

“พลาสติกมีประโยชน์มากนะ ทั้งสะอาด ทั้งทนทาน มันไม่ใช่ขยะ แต่เป็นทรัพยากรที่มีค่าของชุมชน หากเรารู้จักรีไซเคิล

----

#WWFThailand

#NoPlasticInNature

#PlasticSmartCities